กระต่ายกังฟู

กระต่ายกังฟู จอมยุทธขนปุย Legend of a Rabbit Martial Art of Fire (2015)

กระต่ายกังฟู จอมยุทธขนปุย กลับมาของจอมยุทธขนปุย กับบทพิสูจน์วิถีแห่งไฟ!ถ้าพูดถึงแอนิเมชัน “กระต่ายกังฟู” หลายคนอาจจะนึกถึงภาคแรกที่สร้างเสียงฮือฮาไปทั่วโลกในฐานะหนังแอนิเมชันฟอร์มยักษ์จากแดนมังกร และในปี 2015 การกลับมาของ “ทู่” (Tu) เจ้ากระต่ายอ้วนจอมพลังในภาค “Martial Art of Fire” ก็ไม่ทำให้เราผิดหวัง เพราะครั้งนี้ยกระดับทั้งงานภาพ แอ็กชัน และเนื้อหาที่เข้มข้นขึ้นกว่าเดิม!

ข้อมูลเบื้องต้น

  • ชื่อเรื่อง: Legend of a Rabbit: Martial Art of Fire (2015)
  • ชื่อภาษาไทย: กระต่ายกังฟู จอมยุทธขนปุย
  • ผู้กำกับ: Ma Yuan และ Dong Dake
  • สตูดิโอ: Tianjin Xuanpeng Movie Co.
  • แนวหนัง: Action, Adventure, Comedy, Family

เรื่องย่อ: เมื่อวีรบุรุษต้องเผชิญกับ “ภัยร้าย” ที่ซ่อนอยู่ในพลัง

หลังจากที่ “ทู่” กระต่ายอ้วนผู้จิตใจดีได้กลายเป็นวีรบุรุษปกป้องเมืองในภาคแรก ชีวิตของเขาก็ดูเหมือนจะรุ่งโรจน์ เขาได้รับความเคารพจากชาวเมืองและออกปราบโจรผู้ร้ายไปทั่ว แต่ทว่า “ความมั่นใจ” ที่มากเกินไปกลับเริ่มทำให้เขาละเลยการฝึกฝนวิชาที่แท้จริง

เรื่องราวเริ่มเข้มข้นเมื่อทู่ได้พบกับกลุ่มวายร้ายกลุ่มใหม่ที่ต้องการครอบครอง “ศิลามนต์อัคคี” พลังอันมหาศาลที่สามารถทำลายล้างทุกสิ่ง ทู่ต้องออกเดินทางร่วมกับเพื่อนซี้เพื่อขัดขวางแผนการร้ายนี้ แต่ปัญหาใหญ่คือเขาเริ่มสูญเสียพลังกังฟูของตัวเองไป! เขาจึงต้องเรียนรู้ความหมายของคำว่า “จอมยุทธ” อีกครั้ง พร้อมกับการควบคุม “วิถีแห่งไฟ” ที่รุ่มร้อนเกินกว่าที่กระต่ายธรรมดาจะรับมือไหว

กระต่ายกังฟู

เหตุผลที่ กระต่ายกังฟู จอมยุทธขนปุย เป็นแอนิเมชันที่น่าติดตาม

  1. งานวิชวลเอฟเฟกต์ “ไฟ” ที่อลังการกว่าเดิม

ตามชื่อภาคเลยครับ “Martial Art of Fire” ไฮไลต์เด็ดจึงอยู่ที่การใช้พลังธาตุไฟในการต่อสู้ สตูดิโอผู้สร้างทำออกมาได้สวยงามและดูมีพลังมาก ฉากที่เปลวไฟพวยพุ่งพาดผ่านหน้าจอ หรือการหลอมรวมพลังไฟเข้ากับกระบวนท่ากังฟู เป็นงานด้านเทคนิคที่ก้าวกระโดดจากภาคแรกอย่างเห็นได้ชัด

  1. ตัวละครที่ “นุ่มฟู” แต่ “ดุเดือด”

เสน่ห์ของเรื่องนี้คือการดีไซน์ตัวละครสัตว์ที่ดูนุุ่มนิ่มน่ากอด (โดยเฉพาะเจ้าทู่ที่ตัวกลมป๊อก) แต่พอถึงเวลาสู้กลับทำออกมาได้ดุดัน ท่วงท่ากังฟูในเรื่องถูกออกแบบมาโดยอ้างอิงจากศิลปะการต่อสู้จริง ทำให้แต่ละหมัดแต่ละเท้าดูมีน้ำหนักและสมจริงแบบไม่กะโหลกกะลา

  1. สอดแทรกปรัชญา “ชนะใจตนเอง”

หนังไม่ได้มีแค่การต่อสู้เอาใจเด็กๆ เท่านั้น แต่ยังมีข้อคิดดีๆ เกี่ยวกับการเอาชนะความทะนงตัว การเรียนรู้ที่จะยอมรับจุดอ่อน และการฝึกฝนจิตใจให้สงบเพื่อคุมพลังที่ยิ่งใหญ่ เป็นบทเรียนที่สอนใจได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่เลยทีเดียว

หัวข้อย่อยเจาะลึก: ทำไมคุณถึงไม่ควรพลาดชมภาคนี้?

  • การผจญภัยที่ขยายสเกลใหญ่ขึ้น

ในภาคนี้เราจะได้เห็นโลกของกระต่ายกังฟูที่กว้างขึ้น มีการเดินทางไปในสถานที่ใหม่ๆ ตั้งแต่ภูเขาหิมะไปจนถึงถ้ำลาวาที่ร้อนระอุ ทำให้ภาพรวมของหนังดูเป็นมหากาพย์การผจญภัยที่น่าตื่นตาตื่นใจมากกว่าภาคแรกที่เน้นอยู่แค่ในเมือง

  • มุกตลกที่ทำงานได้ดี (Comedy Gold)

แม้จะเป็นหนังแอ็กชัน แต่จังหวะตลกก็ทำออกมาได้อ่านง่ายและขำจริง โดยเฉพาะมุกที่เกี่ยวกับความ “อ้วน” และความ “ซุ่มซ่าม” ของเจ้าทู่ ที่มักจะสร้างเสียงหัวเราะได้ในจังหวะที่คาดไม่ถึง ช่วยเบรกความเครียดจากฉากไล่ล่าได้เป็นอย่างดี

  • เคมีของกลุ่มเพื่อนที่กลมกล่อม

เพื่อนร่วมทางของทู่ในภาคนี้มีบทบาทสำคัญมาก ทั้งการช่วยเหลือด้านสติปัญญาและการเป็นกำลังเสริมในฉากสู้ ความสัมพันธ์ของพวกเขาสะท้อนถึงคำว่า “มิตรภาพ” ที่แข็งแกร่ง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ทู่สามารถฝ่าฟันอุปสรรคครั้งใหญ่ไปได้

บทสรุป: แอนิเมชันที่เติมเต็มไฟในใจคุณ

Legend of a Rabbit: Martial Art of Fire คือผลงานที่พิสูจน์ว่าแอนิเมชันจากเอเชียมีคุณภาพไม่แพ้ระดับสากล มันเป็นหนังที่ดูเพลิน มีครบทุกรสชาติ ทั้งความสนุกสนานตื่นเต้นและความซึ้งกินใจ ใครที่ชอบหนังแนวกังฟู แอนิเมชันสัตว์น่ารักๆ หรือกำลังมองหากิจกรรมดูร่วมกับครอบครัวในวันหยุด “เจ้ากระต่ายจอมยุทธขนปุย” ตัวนี้จะเข้าไปอยู่ในใจคุณได้ไม่ยากครับ

คะแนนรีวิว: 8/10

(เหมาะมากสำหรับน้องๆ หนูๆ และแฟนคลับหนังแอ็กชันสายกังฟูที่ไม่เน้นความดาร์กจนเกินไป)

 

Scroll to Top