จับไต๋เบโธเฟน

จับไต๋เบโธเฟน

 (จับไต๋เบโธเฟน) เมื่ออัจฉริยะหูหนวกปะทะลูกศิษย์สาว เบื้องหลังโน้ตเพลงเปลี่ยนโลก!เชื่อไหมครับว่า บทเพลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกบางเพลง ถูกเขียนขึ้นโดยคนที่แทบจะไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย? Copying Beethoven คือหนังที่หยิบยกช่วงเวลาบั้นปลายชีวิตของ ลุดวิก ฟาน เบโธเฟน (Ludwig van Beethoven) มาเล่าในมุมที่สดใหม่ ผ่านสายตาของตัวละครสมมติที่เข้ามาเป็น “ลมใต้ปีก” ให้กับเขาในวันที่ความเงียบเข้าครอบงำ

ข้อมูลภาพยนตร์

  • ผู้กำกับ: Agnieszka Holland
  • สตูดิโอ: Metro-Goldwyn-Mayer (MGM)
  • นำแสดงโดย: Ed Harris (รับบท เบโธเฟน), Diane Kruger (รับบท แอนนา โฮลตซ์)

เรื่องย่อ: ภารกิจคัดลอกโน้ตเพลงที่เดิมพันด้วยชีวิต

เรื่องราวเกิดขึ้นในปี 1824 ณ กรุงเวียนนา เบโธเฟน อัจฉริยะทางดนตรีผู้มีอารมณ์เกรี้ยวกราดและโดดเดี่ยว กำลังเร่งทำผลงานชิ้นโบแดงอย่าง “Symphony No. 9” ให้เสร็จทันกำหนดการแสดง แต่ด้วยปัญหาทางสุขภาพและการได้ยินที่ย่ำแย่ลง ทำให้เขาต้องการคนมาช่วยคัดลอกโน้ตเพลงและจัดระเบียบความคิดที่แสนวุ่นวาย

แอนนา โฮลตซ์ (Anna Holtz) นักศึกษาดนตรีสาวผู้มีความฝันอยากเป็นนักแต่งเพลง จึงถูกส่งตัวมาช่วยเหลือเขา ตอนแรกเบโธเฟนดูถูกความสามารถของเธอเพราะเธอเป็นผู้หญิง แต่เมื่อแอนนาเริ่มแสดงให้เห็นว่าเธอไม่ได้แค่ “คัดลอก” แต่เธอยัง “เข้าใจ” จิตวิญญาณในเสียงดนตรีของเขา ทั้งคู่จึงเริ่มสร้างสายสัมพันธ์ที่น่าทึ่ง แอนนากลายเป็นหูให้กับเขา และเบโธเฟนก็กลายเป็นแรงบันดาลใจที่ผลักดันให้เธอก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง

ความน่าสนใจที่ทำให้หนังเรื่องนี้ “น่าติดตาม” จนหยดสุดท้าย

  1. การแสดงระดับออสการ์ของ Ed Harris

Ed Harris ถ่ายทอดความเป็นเบโธเฟนออกมาได้อย่างน่าขนลุก เขาทำให้เราเชื่อจริงๆ ว่าชายคนนี้คืออัจฉริยะที่กำลังทรมาน ทั้งความบ้าคลั่ง ความขี้เหงา และความทนทุกข์จากการไม่ได้ยินเสียงดนตรีที่ตัวเองเขียน ทุกท่วงท่าการกำกับวงดนตรีในหนังคือความทรงพลังที่แท้จริง

  1. ฉาก Symphony No. 9 ที่ดีที่สุดในโลกภาพยนตร์

ไฮไลต์เด็ดที่ห้ามกะพริบตาคือฉากการแสดงเพลง Symphony No. 9 ครั้งแรก หนังนำเสนอความลุ้นระทึกว่าเบโธเฟนที่หูหนวกจะกำกับวงได้อย่างไร โดยมีแอนนาคอยให้สัญญาณมือจากมุมมืด ฉากนี้กินเวลากว่า 10 นาที แต่กลับทำให้คนดูลืมหายใจและน้ำตาซึมไปกับความสำเร็จของเขา

จับไต๋เบโธเฟน

หัวข้อย่อยชวนอ่าน: เจาะลึกความประทับใจที่ไม่ควรพลาด

  • มากกว่าแค่เรื่องดนตรี แต่มันคือการ “สื่อสาร”

หนังเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าดนตรีคือภาษาที่เป็นสากล แม้เบโธเฟนจะหูหนวกและแอนนาจะยังเป็นเด็กสาวฝึกหัด แต่พวกเขาสามารถคุยกันได้ผ่านตัวโน้ต มันสะท้อนให้เห็นว่าความเข้าใจกันระหว่างมนุษย์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำพูดเสมอไป แต่คือการเปิดใจยอมรับในพรสวรรค์ของกันและกัน

  • ความสมจริงที่ผสมผสานจินตนาการ

แม้ว่าตัวละคร “แอนนา โฮลตซ์” จะไม่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ (เป็นตัวละครที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนของคนคัดลอกโน้ตหลายๆ คนที่เคยช่วยเบโธเฟน) แต่หนังกลับทำออกมาได้เนียนกริบจนเราเชื่อว่าเธอมีตัวตนอยู่จริงๆ และเธอคือส่วนสำคัญที่ทำให้โลกได้ยินเสียงเพลง Symphony No. 9

  • การต่อสู้กับข้อจำกัดของร่างกาย

หนังไม่ได้นำเสนอเบโธเฟนในฐานะเทพเจ้าผู้เก่งกาจ แต่เสนอในฐานะ “มนุษย์” ที่พยายามเอาชนะความพิการ เขาตะโกนใส่พระเจ้า เขาโกรธแค้นโชคชะตา แต่นั่นคือพลังขับเคลื่อนที่ทำให้เขาสร้างสรรค์สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์ทั่วไปจะทำได้

บทสรุป: ทำไมคุณถึงควรดู “จับไต๋เบโธเฟน” ในวันนี้?

Copying Beethoven ไม่ใช่หนังสารคดีดนตรีที่น่าเบื่อ แต่มันคือหนังดราม่าที่มีจังหวะจะโคน มีความกดดัน ความซึ้ง และความอลังการของดนตรีคลาสสิกที่จะทำให้คุณต้องกลับไปค้นหาเพลงของเบโธเฟนมาฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่า

หนังเรื่องนี้สอนเราว่า “ความเงียบ” อาจจะเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับนักดนตรี แต่ถ้าคุณมีใครสักคนที่เข้าใจและพร้อมจะเดินไปข้างๆ ความเงียบนั้นอาจจะกลายเป็นท่วงทำนองที่งดงามที่สุดเท่าที่โลกเคยได้ยินมา

สรุปคะแนน: 8.5/10

(หักคะแนนความไม่ตรงตามประวัติศาสตร์ 100% เล็กน้อย แต่ชดเชยด้วยความอิ่มเอมใจระดับสิบ!)

 

Scroll to Top