ภาพยนตร์ Tenet ผลงานกำกับของ คริสโตเฟอร์ โนแลน (Christopher Nolan) คือหนึ่งในหนังที่ทั้งท้าทายความเข้าใจและเปิดมุมมองใหม่ของการเล่าเรื่องผ่าน “เวลา” ได้อย่างสร้างสรรค์ ภาพยนตร์เรื่องนี้ออกฉายในปี 2020 ท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 แต่กลับได้รับความสนใจจากผู้ชมทั่วโลกทันที เนื่องจากชื่อของโนแลนที่การันตีงานภาพ ความลึกซึ้ง และความแปลกใหม่เสมอมา
เล่าเรื่องของ The Protagonist (นำแสดงโดย John David Washington) ชายลึกลับผู้ได้รับภารกิจป้องกันสงครามโลกครั้งที่สามที่อาจเกิดขึ้นจาก “การย้อนกลับของเวลา” เขาถูกดึงเข้าไปสู่โลกของ “เทเน็ต” องค์กรลับที่ใช้เทคโนโลยีควบคุมวัตถุให้เคลื่อนที่ย้อนเวลาได้ และนั่นคือหัวใจของหนังเรื่องนี้ Inversion หรือ “การกลับทิศของเวลา” โนแลนไม่ได้หยิบยกการเดินทางข้ามเวลาแบบเดิม ๆ ที่เราคุ้นเคยมาใช้ แต่เขาสร้างกฎเกณฑ์ใหม่ขึ้นมาโดยสมบูรณ์ ซึ่งเต็มไปด้วยคำอธิบายเชิงฟิสิกส์ที่ซับซ้อน และต้องใช้ความตั้งใจสูงมากในการติดตาม แต่เมื่อเข้าใจแล้ว ผู้ชมจะสัมผัสได้ถึงความล้ำลึกและการออกแบบโครงสร้างเรื่องที่ประณีตอย่างที่สุด John David Washington รับบทนำได้อย่างมีเสน่ห์และน่าติดตาม ขณะที่ Robert Pattinson ในบท “นีล” ทำหน้าที่เป็นคู่หูที่สมบูรณ์แบบ ทั้งฉลาด มีอารมณ์ขัน และลึกลับ การแสดงของเขาเพิ่มมิติให้กับเรื่องราว และเมื่อเรื่องราวคลี่คลายถึงจุดสุดท้าย จะทำให้ผู้ชมย้อนกลับไปคิดใหม่เกี่ยวกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในหนัง
โนแลนยังคงเป็นผู้กำกับที่มีลายเซ็นชัดเจน เต็มไปด้วยฉากแอ็กชันที่อลังการและสมจริง ไม่ว่าจะเป็นฉากไล่ล่ารถบนทางด่วนหรือฉากต่อสู้ที่ย้อนเวลา ทั้งหมดถูกถ่ายทำจริงโดยไม่พึ่ง CGI มากเกินไป ทำให้ผู้ชมรู้สึกดิบ สด และสมจริงในทุกวินาที แม้จะไม่มี Hans Zimmer มาร่วมงานด้วย แต่ Ludwig Göransson ก็สร้างเสียงประกอบได้ทรงพลังไม่แพ้กัน เสียงดนตรีที่พลิกไปตามการเคลื่อนไหวของเวลา เสริมอารมณ์ให้กับทุกฉากอย่างมีพลัง โดยเฉพาะช่วงที่เหตุการณ์ย้อนกลับเวลา เสียงก็จะย้อนกลับไปเช่นกัน ซึ่งเป็นลูกเล่นที่ชาญฉลาดและน่าทึ่ง แม้ผู้ชมหลายคนอาจรู้สึกงุนงงกับเรื่องราวและการตัดต่อที่ไม่เรียงตามเวลา แต่ก็เป็นหนังที่เปิดโอกาสให้คนดูได้ “คิด” และ “ตีความ” อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ความลึกซึ้งของบท สไตล์ของโนแลน และแนวคิดเรื่อง “เหตุเป็นผลของอนาคต” ทำให้เป็นมากกว่า หนังแอ็กชัน มันคือบทสนทนาเกี่ยวกับกาลเวลาในรูปแบบภาพยนตร์ Tenet คือประสบการณ์ภาพยนตร์ที่ท้าทาย สะกดสายตา และควรค่าแก่การดูซ้ำหลายครั้ง เพราะทุกการย้อนกลับ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าใจที่มากขึ้น เป็นอีกหนึ่งผลงานที่ยืนยันว่า โนแลน คือผู้กำกับที่ไม่เคยเล่นตามกฎของเวลา แต่เขาสร้างมันขึ้นมาเอง