สำหรับภาพยนตร์เรื่อง Killers of the Flower Moon หรือชื่อไทยว่า “ฆาตกรแห่งดอกไม้เลือด” เป็นผลงานการกำกับของ Martin Scorsese ผู้กำกับระดับตำนานที่กลับมาอีกครั้งพร้อมงานสุดเข้มข้นที่ผสมผสานทั้งประวัติศาสตร์ ดราม่า และอาชญากรรมเข้าด้วยกันอย่างทรงพลัง ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างจากหนังสือขายดีของ David Grann ที่เล่าถึงเหตุการณ์จริงในยุคปี 1920 เมื่อเกิดคดีฆาตกรรมต่อเนื่องในชาวโอเซจ (Osage Nation) ชนพื้นเมืองอเมริกันที่ร่ำรวยที่สุดในโลกจากการค้นพบน้ำมันบนผืนดินของพวกเขาเอง
ตัวเรื่องโฟกัสไปที่ความสัมพันธ์ระหว่าง เออร์เนสต์ เบิร์กฮาร์ต (รับบทโดย Leonardo DiCaprio) กับ มอลลี่ โอเซจ (Lily Gladstone) หญิงสาวพื้นเมืองที่กลายเป็นเหยื่อในกระบวนการกอบโกยผลประโยชน์อย่างเลือดเย็น ภายใต้การชักใยของ วิลเลียม เฮล (Robert De Niro) ลุงของเออร์เนสต์ ผู้ทรงอิทธิพลในท้องถิ่นที่วางแผนกำจัดชาวโอเซจทีละคนอย่างเป็นระบบ เพื่อหวังฮุบมรดกน้ำมันที่ตกเป็นของหญิงสาวเหล่านั้น สิ่งที่ทำให้โดดเด่นไม่ใช่แค่การแสดงระดับปรมาจารย์ของนักแสดงนำทั้งสามคน แต่คือการเล่าเรื่องที่ซื่อสัตย์และเคารพต่อประวัติศาสตร์จริง ภาพยนตร์ไม่ได้เร่งเร้า แต่ค่อย ๆ คลี่คลายความจริงผ่านสายตาของตัวละครที่ค่อย ๆ ตระหนักรู้ถึงความน่าสะพรึงกลัวของสิ่งที่พวกเขาเกี่ยวข้อง บทภาพยนตร์ละเอียดลึกซึ้ง สะท้อนให้เห็นถึงระบบที่เอื้อให้คนขาวกดขี่และฆ่าคนพื้นเมืองได้อย่างไร้ความผิด
การถ่ายภาพของ Rodrigo Prieto ช่วยสร้างบรรยากาศที่ทั้งงดงามและน่ากลัวในเวลาเดียวกัน โลกของชาวโอเซจถูกถ่ายทอดออกมาอย่างมีศิลป์ เต็มไปด้วยวัฒนธรรม อัตลักษณ์ และความเจ็บปวด ขณะเดียวกัน เสียงดนตรีประกอบจาก Robbie Robertson ก็เติมเต็มความหม่นเศร้าและความรู้สึกตึงเครียดตลอดทั้งเรื่อง แม้ความยาวของภาพยนตร์จะเกือบ 3 ชั่วโมงครึ่ง แต่ทุกนาทีล้วนมีพลัง โดยเฉพาะการตั้งคำถามถึงความยุติธรรม ความโลภ และศีลธรรมที่คลุมเครือของมนุษย์ Scorsese ไม่ได้สร้างเพียงแค่หนังแนวสืบสวนหรือดราม่าอาชญากรรม แต่เขากำลังรื้อฟื้นประวัติศาสตร์ที่ถูกกลบฝัง เพื่อบอกเล่าเสียงของผู้ถูกกดขี่ในยุคที่พวกเขาไร้สิทธิ์แม้แต่จะหายใจ
ในเรื่อง ฆาตกรแห่งดอกไม้เลือด คือผลงานที่ทั้งเจ็บปวด ทรงพลัง และจำเป็นต่อการจดจำ เป็นภาพยนตร์ที่ไม่ใช่แค่ต้องดู แต่ต้องฟัง ต้องรู้สึก และต้องคิดตาม เป็นอีกหนึ่งงานระดับมาสเตอร์พีซที่ตอกย้ำว่า Martin Scorsese ยังคงเป็นหนึ่งในผู้กำกับที่ทรงอิทธิพลที่สุดของวงการภาพยนตร์โลกในยุคปัจจุบัน