บาโยเน็ตต้า บลัดดี้เฟท

Bayonetta Bloody Fate (2013) บาโยเน็ตต้า บลัดดี้เฟท

บาโยเน็ตต้า บลัดดี้เฟท ถ้าพูดถึงชื่อ “บาโยเน็ตต้า” (Bayonetta) เชื่อว่าเกมเมอร์สายแอ็กชันร้อยทั้งร้อยต้องนึกถึงแม่มดสาวแว่นขายาวที่มาพร้อมท่าโพสต์สุดจี๊ดและการต่อสู้ที่ดุดันเกินร้อย แต่รู้หรือไม่ว่านอกจากในวิดีโอเกมแล้ว เธอยังเคยเฉิดฉายในรูปแบบภาพยนตร์อนิเมะภายใต้ชื่อ Bayonetta: Bloody Fate มาก่อน! วันนี้เราจะพาทุกคนไปย้อนรอยความมันส์ระดับตำนานนี้กัน

ข้อมูลเบื้องต้น: ใครคือผู้อยู่เบื้องหลังความแซ่บ?

  • สตูดิโอผู้สร้าง: Gonzo (สตูดิโอที่เคยฝากผลงานอย่าง Gantz และ Afro Samurai)
  • ผู้กำกับ: ฟูมิโนริ คิซากิ (Fuminori Kizaki) ผู้เชี่ยวชาญด้านงานภาพแอ็กชันที่มีสไตล์เฉพาะตัว
  • ต้นฉบับ: ดัดแปลงมาจากเกมยอดฮิตของค่าย PlatinumGames โดยการดูแลของ Hideki Kamiya

เนื้อเรื่องย่อ: การตื่นจากหลับใหลและการทวงคืนความทรงจำ

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ บาโยเน็ตต้า แม่มดสาวผู้สูญเสียความทรงจำในอดีต ได้ตื่นขึ้นจากการหลับใหลยาวนานกว่า 500 ปี ณ ก้นทะเลลึก เธอจำไม่ได้ว่าตัวเองเป็นใคร หรือทำไมเธอถึงมีพลังมหาศาลในการอัญเชิญอสูรกายจากเส้นผม แต่สิ่งเดียวที่เธอรู้คือเธอต้อง “ล่า” เหล่าเทวดา (Angels) ที่คอยตามจองล้างจองผลาญเธออยู่ตลอดเวลา

ท่ามกลางการต่อสู้ที่ดำเนินไป บาโยเน็ตต้าได้รับเบาะแสเกี่ยวกับ “ดวงตาแห่งโลก” (Eyes of the World) ขุมพลังลึกลับที่อาจกุญแจสำคัญในการฟื้นความทรงจำ เธอจึงออกเดินทางไปยังเมืองศักดิ์สิทธิ์ Vigrid โดยมีศัตรูตัวฉกาจอย่าง จานน์ (Jeanne) แม่มดสาวลึกลับที่ดูเหมือนจะมีอดีตร่วมกับเธอ และ ลูก้า (Luka) นักข่าวหนุ่มที่ตามจองเวรเธอเพราะเชื่อว่าเธอคือฆาตกรฆ่าพ่อของเขา

การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่แค่การฆ่าเทวดา แต่มันคือการค้นหาความจริงว่า “เธอคือใคร?” และทำไมสงครามระหว่างแม่มดแห่งเงามืด (Umbra Witches) กับผู้พิทักษ์แสงสว่าง (Lumen Sages) ถึงนำไปสู่การทำลายล้างโลก!

บาโยเน็ตต้า บลัดดี้เฟท

ทำไมต้องดู? 3 จุดเด่นที่ทำให้ บาโยเน็ตต้า บลัดดี้เฟท น่าสนใจ

  1. งานภาพสไตล์ Gonzo ที่ดึงเสน่ห์ตัวละครออกมาได้เต็มพิกัด

ต้องยอมรับว่าการเปลี่ยนลายเส้นจาก 3D Model ในเกมมาเป็น 2D อนิเมะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่สตูดิโอ Gonzo ทำออกมาได้ดีมาก บาโยเน็ตต้าในเวอร์ชันนี้ยังคงความ “สวย สังหาร” ไว้อย่างครบถ้วน ทั้งสัดส่วนที่ดูเพรียวบางแต่แข็งแรง และแววตาที่ดูขี้เล่นแต่แฝงไปด้วยความอันตราย ใครที่ชอบงานภาพลายเส้นคมๆ และการใช้สีโทนหม่นแต่หรูหรา ไม่ควรพลาดเด็ดขาด

  1. ฉากแอ็กชันสุด “Over-the-top” ที่ถอดแบบมาจากเกม

จุดเด่นที่สุดของ Bayonetta คือการต่อสู้ที่รวดเร็วและหลุดโลก ในอนิเมะเรื่องนี้คุณจะได้เห็นการใช้ปืน 4 กระบอก (มือสอง เท้าสอง) การร่ายเวทมนตร์อัญเชิญปีศาจด้วยเส้นผม (Wicked Weaves) และการอัญเชิญอสูรกายร่างยักษ์ออกมางับเทวดา ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกถ่ายทอดออกมาได้ลื่นไหลและสะใจแฟนเกมสุดๆ

  1. เพลงประกอบที่ “ติดหู” และสร้างบรรยากาศได้เยี่ยม

อนิเมะเรื่องนี้ยังคงรักษาเอกลักษณ์ด้านเสียงเพลงไว้ โดยเฉพาะเพลงธีมที่ให้ความรู้สึกกึ่งป๊อป กึ่งแจ๊ส (Jazz) ผสมผสานกับความลึกลับสไตล์โกธิค ทำให้การนั่งดูการต่อสู้ของเธอเหมือนกับการดูการร่ายรำที่สวยงามมากกว่าการฆ่าฟันกันเฉยๆ

เจาะลึกความน่าติดตาม: มากกว่าแค่การสู้กับเทวดา

สิ่งที่ทำให้แตกต่างจากอนิเมะที่สร้างจากเกมทั่วไป คือการพยายาม “สรุปเนื้อหา” ของเกมภาคแรกให้จบภายในเวลาประมาณ 90 นาที ซึ่งเป็นทั้งข้อดีและสิ่งที่ท้าทาย

  • ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน: ความสัมพันธ์ระหว่างบาโยเน็ตต้าและจานน์ ถูกขับเน้นให้ดูมีความเป็น “คู่รักคู่แค้น” มากขึ้น เราจะได้เห็นมิติด้านอารมณ์ของบาโยเน็ตต้าที่ไม่ได้มีแค่ความกวนประสาท แต่มีความอ่อนโยนที่ซ่อนอยู่เมื่อเธอต้องดูแล เซเรซ่า (Cereza) เด็กหญิงตัวน้อยที่เรียกเธอว่า “แม่”
  • การขยายจักรวาล: สำหรับคนที่ไม่เคยเล่นเกมมาก่อน อนิเมะเรื่องนี้คือทางลัดชั้นยอดที่จะทำให้คุณเข้าใจ Lore หรือปูมหลังของจักรวาลแม่มดและเทวดาได้อย่างรวดเร็ว

บาโยเน็ตต้า บลัดดี้เฟท

สรุป: ควรค่าแก่การหามาชมหรือไม่?

Bayonetta: Bloody Fate คือจดหมายรักถึงแฟนเกม และเป็นประตูบานใหญ่สำหรับผู้เล่นหน้าใหม่ แม้มันอาจจะมีจังหวะการเล่าเรื่องที่รวดเร็วไปบ้างตามข้อจำกัดของเวลา แต่ถ้าถามถึง “ความมันส์” และ “ความสวยงาม” ของงานภาพ อนิเมะเรื่องนี้สอบผ่านฉลุย!

มันคือการนำเอาความเซ็กซี่ ความบ้าบิ่น และความเหนือชั้นของแม่มดสาวคนนี้มาขยายสเกลให้ใหญ่ขึ้นบนหน้าจอทีวี ใครที่กำลังมองหาอนิเมะแอ็กชันภาพสวย เนื้อหาไม่ซับซ้อนแต่มีสไตล์เป็นของตัวเอง นี่คือผลงานที่คุณต้องรีบหามาดูด่วนๆ!

คะแนนความน่าดู: ⭐⭐⭐⭐ (8.5/10)

เหมาะสำหรับ: แฟนเกม Bayonetta, คนชอบอนิเมะแอ็กชันสาวสวย, และผู้ที่ชอบเรื่องราวแฟนตาซีเหนือธรรมชาติ

Scroll to Top