ผีอมตะผงาด

Evil Dead Rise – ผีอมตะผงาด

[รีวิว] Evil Dead Rise – ผีอมตะผงาด เมื่อความสยองย้ายจากกระท่อมร้าง มาคลั่งกลางอพาร์ตเมนต์!ถ้าพูดถึงแฟรนไชส์หนังหนีผีระดับตำนานที่ขึ้นชื่อเรื่องความ “โหด ดิบ เลือดสาด” ชื่อของ Evil Dead จะต้องเด้งขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ แน่นอน และในปี 2023 ที่ผ่านมา การกลับมาของมันในชื่อ Evil Dead Rise ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ความสยองขวัญระดับเกรด A นั้นเป็นอย่างไร! วันนี้เราจะพาทุกคนไปเจาะลึกว่าทำไมหนังเรื่องนี้ถึงกลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ และทำไมคุณถึงไม่ควรพลาด (ถ้าขวัญแข็งพอนะ!)

เรื่องย่อ: ฝันร้ายในตึกระฟ้า

บอกลาป่าเขาลำเนาไพรที่คุ้นเคย แล้วพาเราไปสัมผัสความหลอนใน “อพาร์ตเมนต์เก่าๆ” กลางเมืองลอสแอนเจลิส เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ เบธ (Beth) หญิงสาวที่กำลังสับสนกับชีวิต ตัดสินใจเดินทางไปหา แอลลี่ (Ellie) พี่สาวที่เหินห่างกันไปนาน ซึ่งกำลังเลี้ยงลูก 3 คนเพียงลำพังในตึกที่รอวันรื้อถอนแต่ความอบอุ่นของพี่น้องกลับกลายเป็นนรกบนดิน เมื่อเกิดแผ่นดินไหวจนทำให้ชั้นใต้ดินของตึกพังทลาย และลูกชายของแอลลี่ดันไปพบกับ “คัมภีร์แห่งความตาย” (Nekronomicon) พร้อมกับแผ่นเสียงโบราณที่เมื่อเปิดฟังปุ๊บ… วิญญาณร้าย “เดดไดท์” (Deadites) ก็ถูกปลุกขึ้นมาทันที! และเหยื่อรายแรกก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น “แม่” ของเด็กๆ นั่นเอง งานนี้เบธจึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องหลานๆ และเอาชีวิตรอดจากพี่สาวตัวเองที่ถูกผีสิงสู่ในสภาพสุดสยอง

ความแปลกใหม่: เปลี่ยนโลเคชั่น เปลี่ยนความรู้สึก

เสน่ห์อย่างแรกที่ต้องชมคือการเปลี่ยนจาก “กระท่อมในป่า” มาเป็น “อพาร์ตเมนต์” หนังใช้พื้นที่จำกัดได้คุ้มค่ามาก ทั้งลิฟต์แคบๆ ทางเดินมืดๆ และห้องพักที่ไม่มีทางออก สิ่งเหล่านี้สร้างสภาวะ “กลัวที่แคบ” (Claustrophobia) ให้กับคนดูได้อย่างดีเยี่ยม คุณจะรู้สึกอึดอัดและลุ้นไปกับตัวละครว่าพวกเขาจะหนีไปทางไหนได้ ในเมื่อนรกอยู่แค่หน้าประตูห้อง!

ผีอมตะผงาด แม่ก็คือแม่… เวอร์ชั่นปีศาจ!

จุดแข็งที่สุดของภาคนี้คือการแสดงของ Alyssa Sutherland ในบท “แอลลี่” เธอถ่ายทอดความน่ากลัวผ่านสีหน้า ท่าทาง และรอยยิ้มที่ชวนขนหัวลุก ตั้งแต่ฉากทำอาหารในครัวไปจนถึงฉากที่เธอกลายร่างเป็นปีศาจเต็มตัว มันมีความบิดเบี้ยวและเจ็บปวดไปพร้อมๆ กัน การที่หนังเลือกให้ “แม่” เป็นตัวร้ายหลัก ทำให้คนดูเกิดความรู้สึกสะเทือนใจและกดดันอย่างมหาศาล เพราะเด็กๆ ต้องสู้กับคนที่เขารักที่สุด

ความโหดที่ “ถึงลูกถึงคน” (Gore at its Best)

สำหรับสายฮาร์ดคอร์ Evil Dead Rise คือสวรรค์ของคุณ! หนังไม่ได้กั๊กเลือดแม้แต่หยดเดียว (มีข่าวว่าภาคนี้ใช้เลือดเทียมไปหลายพันแกลลอน!) ฉากเด็ดที่หลายคนต้องหยีตาหนีคงหนีไม่พ้น “ที่ขูดชีส” หรือฉากในลิฟต์ที่เลือดท่วมจนแทบมิดหัว ทีมงาน Special Effects ทำงานได้ยอดเยี่ยมมาก เพราะมันดูสด ดูจริง และดูเจ็บปวดจนเราต้องเผลอเอามือจับแขนขาตัวเองตามตัวละคร

เกร็ดน่ารู้และความน่าสนใจที่ทำให้ “น่าติดตาม”

  • Executive Producers ระดับตำนาน: หนังเรื่องนี้ยังคงได้ Sam Raimi (ผู้กำกับภาคต้นฉบับ) และ Bruce Campbell (นักแสดงนำในตำนาน) มานั่งแท่นอำนวยการสร้าง รับประกันได้ว่ากลิ่นอายความกวนและสยองแบบฉบับ Evil Dead ยังอยู่ครบ
  • เสียงสยอง: หากคุณรับชมด้วยระบบเสียงที่ดี คุณจะได้ยินเสียงกรีดร้องและเสียงกระดูกหักที่ออกแบบมาให้บาดลึกถึงอารมณ์ หนังใช้เสียงนำทางความกลัวได้ฉลาดมาก
  • การคารวะต้นฉบับ: ถึงจะเป็นเนื้อเรื่องใหม่ แต่แฟนพันธุ์แท้จะพบ Easter Eggs มากมาย ไม่ว่าจะเป็น “เลื่อยไฟฟ้า” ในตำนาน หรือมุมกล้องแบบบุคคลที่หนึ่ง (POV) ที่พุ่งเข้าหาเหยื่อด้วยความเร็วสูง อันเป็นสัญลักษณ์ของซีรีส์นี้

ผีอมตะผงาด

หัวข้อย่อยที่น่าสนใจ: ทำไมคุณต้องดู Evil Dead Rise ทันที?

  • ไม่ต้องดูภาคเก่าก็เข้าใจ: แม้จะเป็นภาคที่ 5 ของแฟรนไชส์ แต่เนื้อเรื่องเป็นเอกเทศ ผู้ชมหน้าใหม่สามารถกระโดดเข้ามาสนุก (และสยอง) ได้ทันทีโดยไม่ต้องทำการบ้านมาก่อน
  • บทสรุปที่คาดไม่ถึง: หนังไม่ได้เดินตามสูตรสำเร็จของหนังผีทั่วไป มีการหักมุมและการตัดสินใจของตัวละครที่ทำให้เราต้องอุทานว่า “เอาจริงดิ!” ตลอดเวลา
  • โปรดักชั่นระดับสากล: งานภาพสวยงาม การใช้แสงสีในตึกอพาร์ตเมนต์ให้บรรยากาศเหมือนหนังนีโอ-นัวร์ที่อาบไปด้วยเลือด

สรุปคะแนน: 9/10 (หนังสยองขวัญแห่งปี)

Evil Dead Rise คือนิยามของคำว่า “จัดเต็ม” มันทำหน้าที่เป็นทั้งหนังระทึกขวัญ หนังครอบครัวที่บิดเบี้ยว และหนังเลือดสาดที่ตอบโจทย์แฟนคลับรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ แม้ว่าช่วงกลางเรื่องอาจจะมีจังหวะที่เนือยไปนิด แต่เมื่อเครื่องติดแล้ว หนังจะเหยียบคันเร่งมิดไมล์จนไปจบที่บทสรุปสุดเดือด

คำเตือน: ไม่เหมาะกับคนขวัญอ่อน คนกลัวเลือด หรือคนที่มีอาการแพ้อุปกรณ์ทำครัว! แต่สำหรับคอหนังผี… นี่คือ “Masterpiece” ที่คุณห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง!

ค่ายผู้ผลิต: Warner Bros. Pictures / New Line Cinema

ผู้กำกับ: Lee Cronin

ความยาว: 1 ชั่วโมง 36 นาที (ความระทึกแบบกระชับ ไม่ยืดเยื้อ!)

 

Scroll to Top