พาใจไปหาจอย

Tyler Perry’s Finding Joy (2025) พาใจไปหาจอย

พาใจไปหาจอย เมื่อความซวยนำทางไปหาความรักที่ใช่ ในบรรยากาศหิมะโปรยปรายเหนื่อยไหมกับการวิ่งตามหาความสำเร็จแต่โดนคนอื่นปาดหน้าเค้ก? หรือเหนื่อยไหมกับการแอบรักใครซักคนจนลืมรักตัวเอง? ถ้าคำตอบคือ “ใช่” ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดจากเจ้าพ่อดราม่าอย่าง เรื่อง “Finding Joy” (พาใจไปหาจอย) คือคำตอบที่จะช่วยเยียวยาหัวใจของคุณได้ดีที่สุดในนาทีนี้!

ข้อมูลภาพยนตร์

  • ชื่อเรื่อง: Tyler Perry’s Finding Joy
  • ผู้กำกับ/เขียนบท: Tyler Perry
  • สตูดิโอ: Amazon MGM Studios (สตรีมมิ่งทาง Prime Video)
  • นำแสดงโดย: Shannon Thornton, Tosin Morohunfola, Aaron O’Connell

เรื่องย่อ: จากรันเวย์นิวยอร์ก สู่พายุหิมะในโคโลราโด

เรื่องราวเริ่มต้นที่ จอย (Joy) ดีไซเนอร์สาวไฟแรงในนิวยอร์กที่ดูเหมือนจะ “ไปไม่ถึงดวงดาว” ซักที เพราะนอกจากพรสวรรค์ของเธอจะถูกเจ้านายจอมบงการขโมยผลงานไปดื้อๆ แล้ว เรื่องความรักก็ยังลุ่มๆ ดอนๆ เธอแอบมีใจให้ โคลตัน (Colton) เพื่อนชายสุดหล่อที่ดูเหมือนจะมีใจให้เธอเช่นกัน

ด้วยแรงยุจากเพื่อนสนิท จอยตัดสินใจแพ็คกระเป๋าเดินทางตามโคลตันไปถึงโคโลราโดในช่วงวันหยุดยาว โดยหวังว่า “ปาฏิหาริย์วันหยุด” จะทำให้เขาสารภาพรักเสียที แต่ความจริงกลับตบหน้าอย่างจัง เมื่อเธอพบว่าเขามีคู่หมั้นอยู่แล้ว!ในขณะที่หัวใจแตกสลายและพยายามขับรถหนีจากความอับอาย พายุหิมะลูกใหญ่ก็พัดมาทำให้เธอประสบอุบัติเหตุ และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอได้พบกับ ริดจ์ (Ridge) หนุ่มมาดเซอร์เจ้าของกระท่อมไม้ลึกลับ ผู้ที่แบกความเจ็บปวดในอดีตไว้ไม่ต่างจากเธอ

3 เหตุผลที่ควรดู พาใจไปหาจอย มากกว่าแค่หนังรักทั่วไป

  1. การเติบโตของ Tyler Perry ในฐานะผู้กำกับ

ลืมภาพความโวยวายของ Madea ไปได้เลย เพราะในเรื่องนี้ Tyler Perry เลือกที่จะเล่าเรื่องแบบ “นิ่ง” และ “ลึก” กว่าเดิม หนังลดทอนความดราม่าจัดจ้านลง แล้วเติมความละเมียดละไมของการตกหลุมรักท่ามกลางความหนาวเหน็บเข้าไปแทน ทำให้เราเห็นมุมมองการกำกับที่โตขึ้นและใส่ใจความรู้สึกตัวละครมากขึ้น

  1. เคมีที่ลงตัวของ Shannon และ Tosin

Shannon Thornton (จาก P-Valley) ถ่ายทอดบทจอยออกมาได้น่าเห็นใจจนเราอยากจะเข้าไปกอด ส่วน Tosin Morohunfola ในบท ริดจ์ ก็คือ “Green Flag” เดินได้ เขาสื่อสารความอ่อนโยนผ่านสายตาและการกระทำมากกว่าคำพูด ทำให้ช่วงเวลาที่ทั้งคู่ติดอยู่ในกระท่อมกลายเป็นพาร์ทที่ดูเพลินและชวนจิกหมอนสุดๆ

  1. งานภาพที่สวยจนอยากจองตั๋วไปเที่ยว

แม้หนังจะถ่ายทำส่วนใหญ่ในกระท่อมและป่าสน แต่ทีมงานก็เลือกใช้โทนสีและมุมกล้องที่ทำให้โคโลราโดในฤดูหนาวดูสวยงามอย่างกับภาพวาดสลับกับความเงียบสงบที่ช่วยสะท้อนสภาวะจิตใจของตัวละครได้เป็นอย่างดี

“Finding Joy” ไม่ใช่แค่ชื่อนางเอก แต่คือการหา “ความสุข” ให้เจอ

ประเด็นหลักที่หนังพยายามสื่อสารคือคำว่า “Self-Acceptance” หรือการยอมรับตัวเอง หนังพาเราไปสำรวจว่า บางครั้ง “ความซวย” ในชีวิตอย่างการโดนหักหลัง หรือรถคว่ำกลางพายุ อาจจะเป็น “พรที่ซ่อนมา” (Blessing in disguise) เพื่อหยุดเราให้เลิกวิ่งตามสิ่งที่มันไม่ใช่ แล้วหันมามองสิ่งที่มีค่าจริงๆ ที่อยู่ตรงหน้าจอยต้องเลือกระหว่างการกลับไปกู้ชื่อเสียงในเมืองใหญ่ หรือจะกล้าเปิดใจให้โอกาสครั้งใหม่ที่โชคชะตาหยิบยื่นมาให้ ซึ่งจุดนี้เชื่อว่าคนทำงานหลายคนที่กำลังหมดไฟหรือสับสนกับชีวิตจะรู้สึก “อิน” ได้ไม่ยากเลย

บทสรุป: คุ้มไหมที่จะสตรีม?

หากคุณกำลังมองหาหนังฟีลกู๊ดที่แฝงแง่คิดเรื่องการเริ่มต้นใหม่ Tyler Perry’s Finding Joy คือหนังที่คุณไม่ควรพลาดครับ มันอาจจะมีพล็อตที่คาดเดาได้ตามสไตล์หนังโรแมนติก แต่ความจริงใจในการเล่าเรื่องและความอบอุ่นของเคมีพระนาง จะทำให้คุณดูจบพร้อมรอยยิ้ม และอาจจะเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ตอนนี้เราหา จอย (ความสุข) ของเราเจอหรือยัง?”

คะแนนความน่าติดตาม: ⭐⭐⭐⭐ (8/10)

เหมาะสำหรับ: คืนวันเสาร์ที่ต้องการเครื่องดื่มอุ่นๆ และหนังที่ช่วยโอบกอดหัวใจ

 

Scroll to Top