กลายเป็นหนึ่งในหนังไทยที่คอหนังต่างเฝ้ารอดูว่าจะออกมาเป็นอย่างไร สำหรับ Ziam ปากกัด ตีนถีบ ที่กลายเป็นหนังซอมบี้แบบไทย ๆ เรื่องล่าสุด ที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าหนังไทยมีความพยายามจะแตะต้องคอนเทนท์แนวนี้อยู่หลายครั้ง แต่กลับยังไม่มีเรื่องไหนให้ผลลัพธ์ที่พึงพอใจผู้บริโภคเท่าที่ควร เมื่อมาถึงหนังเรื่องนี้ที่เป็นการปูทางเป็นเมืองไทยยุคดิสโทเปียกับฝันร้ายโรคระบาด ที่ผนวกเข้ากับศิลปะแมกไม้มวยไทยสิง อดีตนักมวยอาชีพ ที่วางแผนจะเดินทางกลับบ้านเกิดเพื่อใช้ชีวิตบั้นปลายกับ ริน แพทย์หญิงผู้เป็นแฟนสาว แต่ความฝันอันเรียบง่ายของพวกเขากลับต้องพังทลายลง เมื่อโรงพยาบาลที่รินทำงานอยู่กำลังเผชิญกับฝูงซอมบี้กระหายเลือด สิง จึงต้องงัดหมัดและแข้งอันแข็งแกร่งมาใช้ในภารกิจสุดอันตราย เพื่อช่วยชีวิตแฟนสาวและ บัดดี้ จากฝูงซอมบี้ไม่คาดหวัง..ก็อาจจะไม่ผิดหวัง เป็นนิยามที่ท่องเอาไว้เสมอ ๆ ตลอดที่ดูหนังเรื่องนี้ เพราะนี่คือผลงานงานสร้างในเครือกันตนา ผู้ผลิตค่ายเก่าแก่คู่วงการบันเทิงไทยมายาวนาน ที่เราน่าจะคุ้นเคยในศักยภาพและท่วงท่าในผลงานจากค่ายนี้กันมาพอสมควร ประกอบกับเรื่องนี้ได้หนึ่งในหัวเรือประจำค่าย “กัลป์ กัลย์จาฤก” มานั่งเก้าอี้ผู้กำกับด้วย ทำให้เราต้องตั้งการ์ดขึ้นมาให้มั่น เตรียมเผชิญหน้ากับคอนเทนท์แนวเสียดสีสังคมและการเมืองอย่างเลี่ยงไม่ได้แน่ ๆ
แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ Ziam ปากกัด ตีนถีบ กลายเป็น หนังซอมบี้ ที่เต็มไปด้วยสตอรีที่เย้ยหยันความเหลื่อมล้ำในสังคมตั้งแต่ฉากแรก อันเป็นเอกลักษณ์และลีลาที่โดดเด่นของค่ายนี้ที่ช่วงหลัง ๆ เขาแตะต้องจิกกัดพวกระบบนายทุนเอาไว้แสบยิบ ๆ ไม่น้อยเลย ถึงแม้ว่าในแง่พล็อตหนังจะไม่มีอะไรแปลกใหม่แต่อย่างใดเลย ระดับความอิมแพคต่าง ๆ ค่อนข้างต่ำ แต่กลับสอดแทรกอินเนอร์ความบันเทิงเอาไว้ดีใช้ได้น่าเสียดายที่โลกที่หนังเรื่องนี้ได้ทำการปูทางและสร้างเอาไว้นั้น ค่อนข้างน่าหลงใหลและน่าสนใจไม่น้อย แต่ทว่าหนังไม่มีเวลาเพียงพอที่จะขยายเส้นเรื่องและเปิดปูมความเป็นไปเป็นมาอย่างลงรายละเอียด ทำได้แค่เพียงใส่จุดต่าง ๆ เข้ามาแบบผิวเผิน เช่นเดียวกับ มิติของตัวละครต่าง ๆ ก็ค่อนข้างแบนเรียบ ไม่ได้มีชั้นเชิงอะไร เป็นจุดที่ทำให้คนดูไม่ได้รู้สึกคุ้นเคยและผูกพันกับทุกคาแรกเตอร์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพแต่อย่างน้อย ๆ จุดที่ดีเด่นใน Ziam ปากกัด ตีนถีบ ก็คือการออกแบบฉากต่อสู้และฉากแอคชัน ที่ถือว่าเป็นการจับจังหวะมวยไทยมาใช้กับการสู้ซอมบี้ ที่เอาเข้าจริง ๆ มันก็ค่อนข้างสาแก่ใจดีอยู่เหมือนกัน ท่วงท่าต่าง ๆ ได้รับการวางบล็อกกิ้งและวางแผนออกมาได้ค่อนข้างลื่นไหลดี ถึงแม้ว่าจะค่อนข้างสะดุดนิดหน่อยกับการเลือกใส่ฉากสโลว์โมชันเข้ามาประกอบอยู่เรื่อย ๆ ก็ตาม แต่ก็ถือว่าเป็นองค์ประกอบที่ค่อนข้างน่าพอใจดีเช่นเดียวกับ องค์ประกอบงานสร้างและโปรดักชันดีไซน์ที่หนังเรื่องนี้สร้างขึ้นมา กล้าบอกได้เลยว่าทำออกมาค่อนข้างถึง แม้ว่าจะเป็นลีลาที่ค่อนข้างเพยล์เซฟเยอะไปสักหน่อย เพราะเอาเข้าจริง ๆ ตลอดทั้งเรื่องก็วันเวียนอยู่กับแค่ฉากในโรงพยาบาลเท่านั้น แต่การออกแบบสร้างตัวละครซอมบี้และใช้ซีจีผสมผสานเข้าไปด้วย นับว่าเป็นงานออกแบบที่เกือบไปได้สุดทาง ใกล้เคียงกับระดับมาตรฐานสากลที่เราได้เห็นในคอนเทนท์ต่างชาติ
พาร์ททางการแสดงใน Ziam ปากกัด ตีนถีบ คงจะต้องบอกว่าเป็นหนังที่ใช้ศักยภาพของนักแสดงได้ไม่เต็มกำลังสักเท่าไหร่ ส่วนหนึ่งก็อาจจะเป็นบทหนังที่ไร้มิติและชั้นเชิงที่เพียงพอด้วย ทำให้นักแสดงแทบจะไม่มีช่องว่างให้ได้ปล่อยการแสดงออกมาอย่างที่ควร แต่อย่างน้อย ๆ “หมาก ปริญ” ก็ทำหน้าที่แบกหนังเรื่องนี้เอาไว้ได้ ด้วยลีลาวิชามวยไทยของเขา ที่ต้องยอมรับว่าท่วงท่างานบู๊ของเขาออกมาหนักแน่นและเต็มเหนี่ยวดี แม้ว่าแทบจะไม่ได้มีช่องให้ใช้อินเนอร์ทำการแสดงเท่าไหร่ก็ตามขณะที่ทีมนักแสดงร่วมคนอื่น ๆ ก็แทบจะเหมือนมาเป็นส่วนเสริมให้ครบ ๆ ไป ไม่ว่าจะเป็น ณิชา ณัฏฐณิชา, จอนนี่ แอนโฟเน่, พิมพ์ พิมพ์มาดา, เจสัน ยัง หรือ น้องเวลา วันเวลา บทบาทของพวกเขาแทบไม่ได้ถูกฝังเอาไว้ให้ผูกพันอยู่กับในหนังเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย ทำได้แค่ส่วนเติมเต็มในองค์ประกอบทางตัวละครได้ครบถ้วนยิ่งขึ้นเท่านั้น นับว่าเป็นอีกหนึ่งส่วนที่หนังใช้งานได้อย่างไม่เต็มที่เท่าควรแต่โดยสรุปแล้ว ก็ต้องยอมรับว่า Ziam ปากกัด ตีนถีบ ได้ก้าวเข้ามาเป็นหนังที่สร้างมาตรฐานของวงการซอมบี้ไทยอีกเรื่องได้อย่างสนใจ แม้ว่ายังมีรายละเอียดอีกมากมายที่ค่อนข้างวางเอาไว้ได้น่าขบคิด ไม่สามารถลงรายละเอียดได้อย่างครบถ้วนเพราะเงื่อนไขเวลาที่จำกัด บทหนังอาจจะไม่มีอะไรใหม่ และไม่สามารถสร้างความผูกพันในตัวละครกับคนดูได้มากนัก แต่ยอมรับงานสร้างค่อนข้างดีอย่างน่าพอใจ โดยเฉพาะลีลาการออกแบบฉากบู๊และการสร้างตัวละครซอมบี้ รวมทั้งโปรดักชันดีไซน์ต่าง ๆ ถือว่าพัฒนาได้แปลกใหม่จากหนังไทยทั่วไปได้อย่างมีนัยยะ