หนัง

หนัง

A Boy Called Christmas
หนัง

รีวิวหนัง A Boy Called Christmas

ภาพยนตร์เรื่อง A Boy Called Christmas พาเราย้อนกลับไปสู่ต้นกำเนิดของตำนานซานตาคลอสในแบบที่อบอุ่นหัวใจและชวนฝัน นี่คือเรื่องราวของ นิกอลาส (รับบทโดย เฮนรี ลอว์ฟูล) เด็กชายผู้มองโลกในแง่ดีและมีจิตใจบริสุทธิ์ ผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ ที่ปกคลุมด้วยหิมะกับพ่อของเขา (รับบทโดย มิไคล์ ฮุยส์แมน) และป้าคาร์ลอตตาผู้เข้มงวด (รับบทโดย คริสเตน วิอิก) ชีวิตของนิกอลาสเต็มไปด้วยความยากลำบาก หลังจากการจากไปของแม่ เขาต้องเผชิญกับความหนาวเหน็บและความหิวโหยในหมู่บ้านอันแร้นแค้นแห่งนี้ เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อพระราชา (รับบทโดย จิม บรอดเบนท์) ทรงมีพระราชดำริให้ชาวบ้านออกเดินทางเพื่อค้นหาสิ่งที่นำความหวังกลับคืนมาสู่แผ่นดิน พ่อของนิกอลาสและชาวบ้านคนอื่น ๆ จึงออกเดินทางทิ้งให้นิกอลาสต้องอยู่กับป้าคาร์ลอตตาที่ไม่เคยใจดีกับเขาเลย ด้วยความเชื่อมั่นว่าเขาจะสามารถตามหาพ่อและนำความหวังกลับคืนมาได้ นิกอลาสจึงตัดสินใจออกเดินทางผจญภัยสู่ดินแดนทางเหนืออันลึกลับที่เรียกว่า เอลฟ์เฮล์ม ดินแดนแห่งเทพนิยายที่เชื่อกันว่ามีพวกเอลฟ์อาศัยอยู่ การเดินทางของเขายิ่งใหญ่และเต็มไปด้วยอันตราย เขาต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรคต่าง ๆ ทั้งความหนาวเหน็บ สัตว์ป่า และภูมิประเทศที่โหดร้าย แต่เขาก็ไม่ได้เดินทางคนเดียว เขาได้รับความช่วยเหลือจากหนูตัวจิ๋วที่พูดได้ (ให้เสียงโดย สตีเฟน เมอร์แชนต์) และกวางเรนเดียร์จอมดื้อรั้นชื่อบลิทเซน ตลอดการเดินทาง นิกอลาสได้เรียนรู้ถึงความหมายที่แท้จริงของความกล้าหาญ ความเมตตา และความหวัง การได้พบกับตัวละครต่าง ๆ ในดินแดนเอลฟ์เฮล์ม เช่น มาเธอร์ วอร์เรล (รับบทโดย ซัลลี ฮอว์กินส์) และ ฟาเธอร์ ท็อปเวลล์ (รับบทโดย ท็อบ บอสตัน) ทำให้เขาได้สัมผัสกับเวทมนตร์และประเพณีของเอลฟ์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตของเขา ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างสรรค์ โลกแฟนตาซี ออกมาได้อย่างงดงามน่าทึ่ง ตั้งแต่บ้านหลังเล็ก ๆ ที่ปกคลุมด้วยหิมะ ไปจนถึงป่าไม้ที่เต็มไปด้วยแสงระยิบระยับของเอลฟ์เฮล์ม งานภาพที่สวยงามประกอบกับดนตรีประกอบที่ไพเราะช่วยเสริมสร้างบรรยากาศแห่งความมหัศจรรย์และเทศกาลคริสต์มาสได้อย่างสมบูรณ์แบบ A Boy Called Christmas ไม่ใช่แค่ภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องซานตาคลอสเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องราวของความเชื่อมั่นในตัวเอง การเอาชนะอุปสรรค และการค้นพบว่าพลังแห่งความสุขและความหวังนั้นเริ่มต้นจากภายในใจของเราเอง แม้จะมีบางช่วงที่เรื่องราวอาจจะดูมืดหม่นไปบ้าง แต่โดยรวมแล้วภาพยนตร์เรื่องนี้ก็มอบความรู้สึกอบอุ่นหัวใจและชวนให้ซาบซึ้งใจ ถือเป็นภาพยนตร์ที่เหมาะสำหรับทุกคนในครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเทศกาลวันหยุด มันจะทำให้คุณเชื่อในเวทมนตร์ของคริสต์มาสอีกครั้ง และตระหนักว่าสิ่งมหัศจรรย์นั้นสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ หากเราเพียงแค่เปิดใจรับมันเข้ามา

หนัง

รีวิวหนัง The Suicide Squad เดอะ ซุยไซด์ สควอด รวมพลตัวร้าย

หนังเรื่อง The Suicide Squad ผลงานกำกับของเจมส์ กันน์ (James Gunn) คือหนังซูเปอร์ฮีโร่สายดาร์กคอมเมดี้ที่เต็มไปด้วยความวายป่วงแบบสุดขั้ว ออกฉายในปี 2021 ภายใต้จักรวาล DC Extended Universe (DCEU) โดยถือเป็นการรีบูตกึ่งภาคต่อปี 2016 ที่ก่อนหน้านี้ได้รับคำวิจารณ์แบบกลางถึงแย่ หนังภาคใหม่นี้มาพร้อมกับโทนใหม่ที่สดกว่า ดิบกว่า และมีอารมณ์ขันเฉพาะตัวแบบจัดเต็ม เนื้อเรื่องเริ่มต้นเมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของ อแมนด้า วอลเลอร์ (Viola Davis) ได้รวบรวมเหล่าวายร้ายจากเรือนจำเบลล์รีฟเพื่อจัดตั้งภารกิจพิเศษ Task Force X หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ “Suicide Squad” ภารกิจครั้งนี้คือการเดินทางไปยังเกาะ Corto Maltese เพื่อทำลายโปรเจกต์ลับที่ชื่อว่า “Project Starfish” ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตต่างดาวสุดอันตราย ตัวละครหลักประกอบไปด้วย Bloodsport (Idris Elba), Peacemaker (John Cena), Harley Quinn (Margot Robbie), King Shark

หนัง

รีวิวหนัง Yadang The Snitch ทรชนคนสองหน้า เฉือนคมละมุน ขบขันบรรเจิด เกิดเป็นความปัง

  บ่อยครั้งที่ความบันเทิงของหนังฝั่งเกาหลี มักจะมาในรูปแบบที่แฝงด้วยประเด็นอาชญากรรม ที่ทำให้ความหนักหน่วงในประเด็นเดือด ๆ ดูผ่อนคลายความระอุลงได้ กลายเป็นอีกหนึ่งสูตรที่ประสบความสำเร็จบ่อย ๆ ในแง่หนังแอคชันตลกจากแดนกิมจิในสมัยนี้ และ Yadang The Snitch ทรชนคนสองหน้า ก็คือหนังจากโคเรียนเรื่องล่าสุดที่พกความทะเล้นสุดขึงขังนี้มาตีไข่และตอบโจทย์ให้กับแฟน ๆ ได้บันเทิงกันอย่างถ้วนหน้าอีกังซู อาชญากรหนุ่มต้องโทษได้รับข้อเสนอจากอัยการ กูกวันฮี ให้เขาเป็นยาดังให้กับเจ้าหน้าที่ เพื่อแลกกับการลดโทษที่เขาต้องชดใช้อยู่ เขาจึงรับข้อเสนอและชีวิตในการเป็นยาดังของเขาก็รุ่งโรจน์ขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่นั่นก็ทำให้ โอซางแจ เจ้าหน้าที่สายสืบหน่วยปราบปรามยาเสพติดไม่ค่อยพอใจกับวิธีการนี้ เพราะทำให้แนวทางการสืบสวนของเขาเผชิญหน้ากับความล้มเหลวอยู่หลายครั้ง ทำให้เขาเริ่มที่จะขุดคุ้ยความโยงใยในสัมพันธ์ที่แท้จริงระหว่างอัยการหนุ่มและยาดังตัวจี๊ด ว่าจริง ๆ แล้วมันมีอะไรแอบซ่อนอยู่กันแน่หนังเป็นผลงานล่าสุดของนักแสดงตัวประกอบและตัวขโมยซีนในหนังเกาหลีดัง ๆ หลายเรื่อง อย่าง “ฮวังบยองกุก” ที่ถือว่าห่างหายไปจากการจับงานสร้างหนังไปกว่า 10 ปี เพราะเหมือนประชดที่เป็นผู้กำกับแล้วไม่ค่อยรุ่ง ทำให้หลังจากที่เคยสร้างหนังบู๊ SIU ฉายในปี 2011 เป็นต้นมา เขาก็หันมาเอาดีกับการแสดงอยู่หน้ากล้องแทน มีผลงานเป็นบทสมทบเล็ก ๆ ใน Veteran, Tunnel หรือ V.I.P. กว่าจะเรียกความมั่นใจให้กับมาสร้างหนังได้อีกครั้ง       ซึ่งก็ดูเหมือนว่าการเพาะบ่มเก็บประสบการณ์อยู่หน้ากล้องของเขาก็ทำให้สะท้อนออกมาถึงวิสัยทัศน์ที่แจ่มจรัสยิ่งขึ้น กลายเป็นว่า Yadang

รีวิว หนัง เรื่อง The Witch Part 1 The Subversion (แม่มดมือสังหาร)
Uncategorized, หนัง

รีวิว หนัง เรื่อง The Witch Part 1 The Subversion (แม่มดมือสังหาร)

สำหรับวันนี้เราจะมา รีวิวหนัง แม่มดมือสังหาร (The Witch Part 1 The Subversion) เป็นภาพยนตร์แอ็คชั่นไซไฟระทึกขวัญจากเกาหลีใต้ กำกับและเขียนบทโดย พัก ฮุน-จอง ซึ่งเป็นที่รู้จักจากผลงานอย่าง “New World” และ “V.I.P.” ภาพยนตร์เรื่องนี้โดดเด่นด้วยเนื้อเรื่องที่พลิกผัน คาดเดายาก และฉากแอ็คชั่นสุดมันส์ที่ผสมผสานพลังพิเศษเข้ากับการต่อสู้ได้อย่างลงตัว เปิดเรื่องด้วยการแนะนำ คูจายุน เด็กสาวคนหนึ่งที่หลบหนีออกมาจากสถานที่ทดลองลึกลับตั้งแต่ยังเด็ก เธอได้รับการช่วยเหลือและเลี้ยงดูโดยคู่สามีภรรยาใจดีที่ไม่มีลูก ทำให้เธอใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายในชนบท โดยไม่มีความทรงจำในอดีตเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นเลย จา-ยุนใช้ชีวิตเหมือนเด็กสาวธรรมดาทั่วไป จนกระทั่งเธอตัดสินใจเข้าร่วมรายการประกวดร้องเพลงเพื่อชิงเงินรางวัลไปช่วยครอบครัวที่กำลังประสบปัญหาทางการเงิน นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ตัวตนที่แท้จริงและพลังพิเศษที่ซ่อนอยู่ภายในตัวเธอค่อยๆ ตื่นขึ้น และนำพาเธอไปสู่การเผชิญหน้ากับกลุ่มคนจากอดีตที่ตามล่าเธอมาโดยตลอด การปูเรื่องและ ปริศนา ช่วงต้นเรื่องจะเน้นการปูพื้นฐานชีวิตของจา-ยุนในฐานะเด็กสาวบ้านๆ ที่มีอาการป่วยลึกลับ และพยายามใช้ชีวิตอย่างปกติที่สุด การค่อยๆ เผยอดีตและพลังที่ซ่อนอยู่ของจา-ยุนทำได้อย่างน่าติดตาม สร้างคำถามให้ผู้ชมสงสัยว่าเธอคือใครกันแน่ และเกิดอะไรขึ้นกับเธอในอดีต สถานที่ทดลองนั้นคืออะไร ใครคือคนที่ดี และใครคือคนที่ร้ายการพลิกผันที่คาดไม่ถึง  จุดแข็งที่สุดของภาพยนตร์เรื่องนี้คือการหักมุมที่ทำได้อย่างชาญฉลาดและน่าตกใจ สิ่งที่ผู้ชมคิดว่าเป็นจริงตั้งแต่ต้นเรื่อง อาจไม่ใช่ทั้งหมด ทำให้เรื่องราวมีความซับซ้อนและน่าสนใจมากขึ้น ฉากหักมุมนี้เป็นตัวเปลี่ยนทิศทางของเรื่องราวทั้งหมด และทำให้ผู้ชมต้องกลับมาทบทวนสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ฉากแอ็คชั่นสุดระห่ำ เมื่อพลังของจา-ยุนถูกปลดปล่อยออกมา ภาพยนตร์ก็เข้าสู่โหมดแอ็คชั่นเต็มตัว ฉากต่อสู้มีความรุนแรง ดิบเถื่อน

Charlie and the Chocolate Factory
หนัง

รีวิวภาพยนตร์ Charlie and the Chocolate Factory

Charlie and the Chocolate Factory หรือในชื่อภาษาไทย ชาร์ลีกับโรงงานช็อกโกแลต ฉบับปี 2005 เป็นการนำเสนอเรื่องราวอมตะของ Roald Dahl มาสู่จอเงินอีกครั้งภายใต้การกำกับของ Tim Burton ผู้ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องสไตล์ภาพอันเป็นเอกลักษณ์และบรรยากาศเหนือจริง ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่เพียงแต่เป็นนิทานแฟนตาซีสำหรับเด็ก แต่ยังแฝงไปด้วยข้อคิดลึกซึ้งเกี่ยวกับศีลธรรม การเลี้ยงดู และความสุขที่แท้จริง เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในเมืองที่ปกคลุมด้วยความหม่นหมอง ซึ่งเป็นที่ตั้งของกระท่อมหลังเล็ก ๆ ที่ ชาร์ลี บัคเก็ต อาศัยอยู่กับครอบครัวใหญ่ที่ยากจน พวกเขาต้องดิ้นรนในชีวิตประจำวัน แต่ความรักและความอบอุ่นในครอบครัวเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงจิตใจของชาร์ลีได้อย่างดีเยี่ยม ท่ามกลางความยากจนนี้เอง วองก้า ช็อกโกแลต ซึ่งเป็นโรงงานช็อกโกแลตชื่อดังระดับโลก และเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของเมือง ก็ยังคงเป็นความฝันอันหอมหวานของเด็ก ๆ ทุกคน จนกระทั่งวิลลี่ วองก้า เจ้าของโรงงานผู้ลึกลับและอัจฉริยะ ได้ประกาศการแข่งขันครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ด้วยการซ่อนบัตรทองคำ 5 ใบในแท่งช็อกโกแลตของเขา เพื่อเฟ้นหาเด็กผู้โชคดี 5 คนที่จะได้เข้าชมโรงงานในฝันแห่งนี้ เมื่อบัตรทองคำถูกค้นพบทีละใบ เราก็ได้พบกับเด็ก ๆ ผู้โชคดีคนอื่น ๆ ได้แก่ ออกัสตัส กลุป ผู้ตะกละจากเยอรมนี, เวรูก้า ซอลต์ เด็กหญิงเอาแต่ใจจากครอบครัวเศรษฐีอังกฤษ, ไวโอเล็ต โบเรอการ์ด เด็กสาวอเมริกันผู้หลงใหลการเคี้ยวหมากฝรั่ง, และไมค์ ทีวี เด็กอัจฉริยะด้านเทคโนโลยีผู้ติดจอ ภาพยนตร์นำเสนอตัวละครเหล่านี้ได้อย่างมีสีสันและโดดเด่น สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมที่เกิดจากการเลี้ยงดูที่ผิดพลาด การที่เด็ก ๆ เหล่านี้ได้รับผลกรรมจากความโลภ ความเห็นแก่ตัว และความหมกมุ่นในสิ่งที่ไร้สาระของตนเอง เป็นสิ่งที่ภาพยนตร์ต้องการสื่อสารอย่างชัดเจน แน่นอนว่าหัวใจสำคัญของเรื่องอยู่ที่การแสดงของ Johnny Depp ในบทบาทของ วิลลี่ วองก้า เขาสร้างสรรค์ตัวละครนี้ให้มีความซับซ้อน น่าสนใจ และแตกต่างจากฉบับเดิม วองก้าของเดปป์เป็นชายผู้โดดเดี่ยว มีบุคลิกแปลกประหลาด เข้าสังคมไม่เป็น และมีความหลังที่เจ็บปวดกับการถูกพ่อผู้เป็นทันตแพทย์บังคับในวัยเด็ก การแสดงออกทางสีหน้า ท่าทาง และน้ำเสียงของเขาช่วยขับเน้นมิติของตัวละครได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้วองก้าเป็นทั้งผู้วิเศษ เจ้าของอาณาจักรขนมหวานที่น่าหลงใหล และชายผู้เปราะบางที่แสวงหาความเข้าใจและครอบครัว โรงงานช็อกโกแลตในฉบับของ Tim Burton คือไฮไลต์สำคัญที่ไม่อาจมองข้ามได้ การออกแบบฉากภายในโรงงานเต็มไปด้วยจินตนาการอันไร้ขอบเขต สีสันสดใส และรายละเอียดที่น่าทึ่ง ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำช็อกโกแลต ทุ่งหญ้าลูกอม ห้องผลิตนวัตกรรมแปลกใหม่ หรือสิ่งมีชีวิตตัวเล็ก ๆ อย่าง อุมปา ลุมปา ที่รับบทโดย Deep Roy เพียงคนเดียวและถูกโคลนนิ่งด้วยเทคนิคพิเศษ ซึ่งแต่ละตัวก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและยังทำหน้าที่ขับร้องเพลงเตือนใจเมื่อเด็กแต่ละคนได้รับบทเรียนจากความผิดพลาดของตนเอง ภาพและเสียงในโรงงานแห่งนี้สร้างความตื่นตาตื่นใจและดึงดูดผู้ชมให้ดำดิ่งสู่โลกแฟนตาซีได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยรวมแล้ว Charlie and the Chocolate Factory ฉบับปี 2005 เป็นภาพยนตร์ที่ผสมผสานความมหัศจรรย์ ความตลกขบขัน และข้อคิดเตือนใจได้อย่างลงตัว มันเตือนให้เราเห็นว่าความสุขที่แท้จริงไม่ได้มาจากความมั่งคั่งหรือการได้มาซึ่งทุกสิ่งที่ปรารถนา แต่มาจากความดีงามในจิตใจ ความรักในครอบครัว และการเห็นคุณค่าของสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ รอบตัว ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่เพียงแต่ให้ความบันเทิง แต่ยังคงทิ้งประเด็นให้ได้คิดและพูดคุยกันต่อหลังจบเรื่อง เหมาะสำหรับผู้ชมทุกเพศทุกวัยที่มองหาภาพยนตร์แฟนตาซีที่มีทั้งความสดใสและความลึกซึ้งในเวลาเดียวกัน

หนัง

รีวิวหนัง Yadang The Snitch ทรชนคนสองหน้า

     เฉือนคมละมุน ขบขันบรรเจิด เกิดเป็นความปังบ่อยครั้งที่ความบันเทิงของหนังฝั่งเกาหลี มักจะมาในรูปแบบที่แฝงด้วยประเด็นอาชญากรรม ที่ทำให้ความหนักหน่วงในประเด็นเดือด ๆ ดูผ่อนคลายความระอุลงได้ กลายเป็นอีกหนึ่งสูตรที่ประสบความสำเร็จบ่อย ๆ ในแง่หนังแอคชันตลกจากแดนกิมจิในสมัยนี้ และ Yadang The Snitch ทรชนคนสองหน้า ก็คือหนังจากโคเรียนเรื่องล่าสุดที่พกความทะเล้นสุดขึงขังนี้มาตีไข่และตอบโจทย์ให้กับแฟน ๆ ได้บันเทิงกันอย่างถ้วนหน้าอีกังซู อาชญากรหนุ่มต้องโทษได้รับข้อเสนอจากอัยการ กูกวันฮี ให้เขาเป็นยาดังให้กับเจ้าหน้าที่ เพื่อแลกกับการลดโทษที่เขาต้องชดใช้อยู่ เขาจึงรับข้อเสนอและชีวิตในการเป็นยาดังของเขาก็รุ่งโรจน์ขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่นั่นก็ทำให้ โอซางแจ เจ้าหน้าที่สายสืบหน่วยปราบปรามยาเสพติดไม่ค่อยพอใจกับวิธีการนี้ เพราะทำให้แนวทางการสืบสวนของเขาเผชิญหน้ากับความล้มเหลวอยู่หลายครั้ง ทำให้เขาเริ่มที่จะขุดคุ้ยความโยงใยในสัมพันธ์ที่แท้จริงระหว่างอัยการหนุ่มและยาดังตัวจี๊ด ว่าจริง ๆ แล้วมันมีอะไรแอบซ่อนอยู่กันแน่หนังเป็นผลงานล่าสุดของนักแสดงตัวประกอบและตัวขโมยซีนในหนังเกาหลีดัง ๆ หลายเรื่อง อย่าง “ฮวังบยองกุก” ที่ถือว่าห่างหายไปจากการจับงานสร้างหนังไปกว่า 10 ปี เพราะเหมือนประชดที่เป็นผู้กำกับแล้วไม่ค่อยรุ่ง ทำให้หลังจากที่เคยสร้างหนังบู๊ SIU ฉายในปี 2011 เป็นต้นมา เขาก็หันมาเอาดีกับการแสดงอยู่หน้ากล้องแทน มีผลงานเป็นบทสมทบเล็ก ๆ ใน Veteran, Tunnel หรือ V.I.P. กว่าจะเรียกความมั่นใจให้กับมาสร้างหนังได้อีกครั้ง

No Time to Die
หนัง

รีวิวหนังเรื่อง No Time to Die พยัคฆ์ร้ายฝ่าเวลามรณะ

พยัคฆ์ร้ายฝ่าเวลามรณะ No Time to Die ถือเป็นบทสรุปสุดยิ่งใหญ่ของสายลับ 007 ที่รับบทโดย แดเนียล เคร็ก (Daniel Craig) ที่แฟนหนังเจมส์ บอนด์ทั่วโลกต่างเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ หนังภาคนี้กำกับโดย แครี่ โจจิ ฟูกุนากะ (Cary Joji Fukunaga) และเป็นภาคที่มีความยาวมากที่สุดในแฟรนไชส์บอนด์ นับตั้งแต่เริ่มต้นมา เรื่องราวเริ่มต้นหลังจากเหตุการณ์ในภาค Spectre เมื่อเจมส์ บอนด์ตัดสินใจวางมือจากชีวิตสายลับและใช้ชีวิตอย่างสงบในจาไมกา แต่แล้วอดีตอันแสนอันตรายก็ตามหลอกหลอน เมื่อเฟลิกซ์ ไลเตอร์ (Jeffrey Wright) เพื่อนเก่าจาก CIA มาขอความช่วยเหลือเกี่ยวกับการตามหานักวิทยาศาสตร์ที่หายตัวไป ภารกิจที่ดูเหมือนจะง่ายกลับพาเขาเข้าไปพัวพันกับวายร้ายคนใหม่ที่ชื่อ ซาฟิน (รับบทโดย รามี่ มาเลค) ผู้มีแผนร้ายระดับโลกและเชื่อมโยงกับอาวุธชีวภาพอันตราย จุดเด่นของเนื้อเรื่องคือความเชื่อมโยงกับภาคก่อน ๆ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์กับ แมเดอลีน สวอนน์ (Léa Seydoux) คนรักเก่าที่มีอดีตลึกลับ รวมถึงองค์กร Spectre ที่ยังคงตามหลอกหลอนบอนด์ การดำเนินเรื่องแม้จะมีความยาวถึง 2 ชั่วโมงครึ่ง

Sing Street
หนัง

รีวิวหนังSing Street

Sing Street เป็นภาพยนตร์ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่หนังเพลงทั่วไป แต่เป็นงานที่ผสมผสานความฝัน ความรัก วัยรุ่น และเสียงเพลงเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัว กลายเป็นหนัง coming-of-age ที่ตราตรึงใจผู้ชมอย่างไม่น่าเชื่อ กำกับโดย จอห์น คาร์นีย์ ผู้ที่เคยฝากผลงานสุดประทับใจไว้อย่าง “Once” และ “Begin Again” ซึ่งการันตีได้ถึงความสามารถในการเล่าเรื่องผ่านบทเพลงที่เขาถนัด ภาพยนตร์เล่าย้อนกลับไปในปี 1985 ในกรุงดับลิน ประเทศไอร์แลนด์ ช่วงเวลาที่เศรษฐกิจตกต่ำและผู้คนต้องดิ้นรน ฟอร์กี้ (แสดงโดย เฟอร์เดีย วอลช์-พีโล) เด็กหนุ่มวัย 15 ปี ต้องย้ายจากโรงเรียนเอกชนมาเรียนที่โรงเรียนรัฐบาลคาทอลิกสุดห่วย ด้วยสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายและเต็มไปด้วยการกลั่นแกล้ง ฟอร์กี้พบหนทางที่จะรอดพ้นจากความจริงอันน่าเบื่อหน่ายด้วยการตกหลุมรัก ราฟิน่า (แสดงโดย ลูซี่ บอยน์ตัน) สาวสวยลึกลับที่ดูโตเกินวัย ด้วยความอยากได้เบอร์โทรศัพท์และสร้างความประทับใจ ฟอร์กี้จึงโกหกว่าเขามีวงดนตรีและชวนเธอมาแสดงในมิวสิควิดีโอ จากคำโกหกเล็กๆ นี้เอง กลับกลายเป็นการเริ่มต้นของวงดนตรี Sing Street วงดนตรีที่รวมตัวกันของเด็กหนุ่มผู้มีความฝันหลากหลาย ฟอร์กี้ได้รับความช่วยเหลือจากพี่ชาย จิม (แสดงโดย แจ็ค เรย์นอร์) ผู้ที่มอบแรงบันดาลใจและเป็นเหมือนพี่เลี้ยงด้านดนตรีให้กับเขา บทเพลงที่พวกเขาแต่งขึ้นมาไม่ได้เป็นเพียงแค่เพลงรักทั่วไป แต่มันสะท้อนถึงความรู้สึกนึกคิด ปัญหาชีวิต และความปรารถนาของวัยรุ่นในยุคนั้นได้อย่างลึกซึ้ง เราได้เห็นพัฒนาการของวงดนตรีที่เริ่มจากการเลียนแบบศิลปินที่ชื่นชอบ ไปสู่การค้นพบสไตล์และเสียงเพลงที่เป็นของตัวเอง จุดเด่นของ Sing Street ไม่ได้อยู่ที่แค่เพลงประกอบที่ไพเราะติดหูเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบทบาทของตัวละครที่ถูกเขียนขึ้นมาอย่างมีมิติ โดยเฉพาะตัวของฟอร์กี้ ที่ผู้ชมจะได้เอาใจช่วยกับการเดินทางของเขาในการค้นหาตัวเอง การเติบโตเป็นผู้ใหญ่ และการเผชิญหน้ากับอุปสรรคต่างๆ รวมถึงความสัมพันธ์กับราฟิน่า ที่เป็นเหมือนแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ฟอร์กี้ก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง นอกจากนี้ การนำเสนอเรื่องราวของครอบครัวที่แตกร้าวในยุคนั้น ก็เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่ทำให้ภาพยนตร์มีความสมจริงและเข้าถึงอารมณ์มากขึ้น เพลงประกอบภาพยนตร์ทุกเพลงล้วนถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่เพื่อ Sing Street โดยเฉพาะ ซึ่งแต่ละเพลงก็มีความหลากหลายทางแนวเพลง ตั้งแต่เพลงร็อก ป็อป ไปจนถึงนิวเวฟ ที่ได้รับอิทธิพลจากวงดนตรีในยุค 80s อย่าง Duran Duran, The Cure หรือ A-Ha เพลงเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เพลงที่มาประกอบฉาก แต่เป็นส่วนหนึ่งของการเล่าเรื่องที่ขับเคลื่อนอารมณ์และความรู้สึกของตัวละครได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนได้ร่วมเดินทางไปกับพวกเขาในทุกช่วงเวลา ไม่ว่าจะเป็นความสุข ความเศร้า หรือความผิดหวัง โดยสรุปแล้ว Sing Street เป็นภาพยนตร์ที่สมบูรณ์แบบในหลายๆ ด้าน ทั้งบทภาพยนตร์ที่แข็งแรง การแสดงที่น่าประทับใจ ดนตรีประกอบที่ยอดเยี่ยม และการกำกับที่ใส่ใจในรายละเอียด ถือเป็นภาพยนตร์ที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ชมทุกคนที่เคยมีความฝัน ไม่ว่าความฝันนั้นจะเล็กหรือใหญ่แค่ไหนก็ตาม มันทำให้เราเชื่อว่าเสียงเพลงสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตและนำพาเราไปสู่สิ่งที่เราต้องการได้ เป็นหนังที่ควรค่าแก่การรับชมและเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำอย่างแน่นอน

หนัง

รีวิว Spider Man ฮีโร่ข้างบ้านผู้เปลี่ยนโลกภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร

หนังที่หลายคนรู้จักกันในชื่อ ไอ้แมงมุม ถือเป็นหนึ่งในซูเปอร์ฮีโร่ขวัญใจคนดูทั่วโลก ที่มีเรื่องราวที่ทั้งเข้าถึงง่ายและตราตรึงใจเสมอ ไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคกี่สมัย Spider Man ก็ยังครองใจแฟนๆไม่เสื่อมคลาย โดยเฉพาะเวอร์ชั่นภาพยนตร์ที่เริ่มต้นจากไตรภาคของผู้กำกับ Sam Raimi นำแสดงโดย Tobey Maguire ในบทปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ นักเรียนหนุ่มธรรมดาที่ชีวิตเปลี่ยนไปหลังถูกแมงมุมกัมมันตรังสีต่อย เนื้อเรื่องหลักของ Spider-Man ฉบับต้นฉบับนั้นเรียบง่ายแต่น่าติดตาม เป็นเรื่องของเด็กหนุ่มที่ต้องรับผิดชอบกับพลังพิเศษที่ได้รับมา ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ ไม่ได้เป็นแค่เด็กเนิร์ดธรรมดาอีกต่อไป เขาต้องเรียนรู้ว่าพลังอันยิ่งใหญ่มาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ใหญ่ยิ่ง (With great power comes great responsibility) ซึ่งกลายเป็นวลีอมตะของแฟนหนังซูเปอร์ฮีโร่ทั่วโลก ฉากการเปลี่ยนผ่านจากชีวิตเด็กมัธยมธรรมดาไปสู่ชีวิตฮีโร่ของปีเตอร์เป็นสิ่งที่หนังถ่ายทอดออกมาได้ดีมาก ความขัดแย้งในใจระหว่างการเป็นฮีโร่กับการรักษาชีวิตส่วนตัวก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ทำให้คนดูรู้สึกอินและเข้าใจความยากลำบากของตัวละคร ช่วงเวลาที่ปีเตอร์ต้องเสียลุงเบนไปก็เป็นหนึ่งในซีนที่เศร้าและสะเทือนใจมากที่สุดในประวัติศาสตร์หนังซูเปอร์ฮีโร่ ในด้านของงานโปรดักชัน Spider-Man เวอร์ชั่นปี 2002 นับว่าล้ำสมัยในยุคนั้น เอฟเฟกต์การเหวี่ยงใยกลางมหานครนิวยอร์กทำออกมาได้อย่างสมจริง ฉากแอ็กชันเต็มไปด้วยพลังและความตื่นเต้น โดยเฉพาะฉากไคลแมกซ์ต้องปะทะกับ Green Goblin วายร้ายคนสำคัญที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับตัวปีเตอร์เองแบบซับซ้อน นอกจากเวอร์ชั่นของ Sam Raimi แล้วยังถูกสร้างใหม่ในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น The Amazing ที่รับบทโดย Andrew

หนัง

รีวิวหนัง Havoc ฝ่าหายนะครองเมือง งานบู๊สนั่นสันตโรจากตำนานผู้สร้าง The Raid

        การกลับมาของตัวพ่อตัวแด้ดนักสร้างหนังบู๊ที่เคยสร้างปรากฏการณ์เอาไว้สุดปังเมื่อทศวรรษ เขาหวนคืนมาจับงานระห่ำชิ้นใหญ่ในรอบ 10 ปี อย่าง แกเร็ธ อีแวนส์ กับ Havoc ฝ่าหายนะครองเมือง ที่เป็นการกลับมาทำงานกับเน็ตฟลิกซ์อีกครั้ง มาพร้อมกับการละเลงวิสัยทัศน์ตามหลักสูตรหนังแอคชันระดับอหังการ ที่เชื่อว่าแฟน ๆ ของเขาจะต้องประทับใจแน่นอนวอล์คเกอร์ ตำรวจสายสืบที่กำลังเผชิญหน้ากับความบอบช้ำทางจิตใจยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ระหว่างที่ต่อสู้ฝ่าฟันกับโลกอาชญากรรมใต้ดินของเมืองใหญ่ที่แสนจะเละเทะ แต่เพียงไม่นานนัก เขาก็พบว่าตัวเขากำลังเป็นเป้าหมายล่าติดตามตัวของพวกคนชั่วแก๊งต่าง ๆ รวมทั้งเพื่อนตำรวจที่ไม่ไว้วางใจเขาด้วย และเพราะว่าต้องหาทางช่วยเหลือลูกชายนักการเมืองผู้ทรงอิทธิพลของเมือง ก็ทำให้เขาเข้าไปพัวพันกับการคอร์รัปชันและสมคบคิดมากมาย ไม่ต่างกับการประจัญหน้ากับปีศาจแห่งอดีตแกเร็ธ อีแวนส์ ก็คือผู้กำกับที่เคยแจ้งเกิดมาจากหนังแอคชันสุดระห่ำ The Raid ทั้ง 2 ภาค ที่กลายเป็นหนังบู๊นอกสายตาที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี และครั้งนี้เขาก็กลับมารับหน้าที่กำกับและเขียนบทหนังอีกเหมือนเคย พร้อมกับใส่ความดิบเถื่อนทางศาสตร์ศิลปะการต่อสู้ฝั่งเอเชียที่เขาหลงใหลเป็นอย่างดีในหนังเรื่องนีอีกครั้ง       ในแง่ขององค์ประกอบงานสร้าง แกเร็ธ รู้ดีว่าแฟน ๆ หนังของเขาต้องการจะเห็นและอยากดูอะไร ทำให้เขาทำการเซอร์วิสออกมาได้อย่างถึงอารมณ์ นี่คือหนังที่อัดไปด้วยฉากบู๊และการสาดกระสุนในชนิดที่เกือบจะหมดคลังแสง สะท้อนผ่านงานภาพและจังหวะหนังในลักษณะที่เขาช่ำชองเป็นอย่างดี เป็นการออกลีลาบู๊ที่กระฉูดไปด้วยเลือด โหดสุดขั้นแบบไม่ปราณีกระดูกสันหลังแต่กระนั้นในส่วนของโครงสร้างบทหนังของ Havoc อาจจะค่อนข้างไปในทิศทางที่ชวนเบื่อหน่ายไปหน่อย ในหนังเต็มไปด้วยคาแรกเตอร์และตัวละครเยอะมากมาย ในลักษณะที่มากเกินจำเป็น จนแทบไม่มีพื้นที่ให้ได้ลงรายละเอียดให้กับพวกเขาเลย แม้ว่าแต่ตัวละครพระเอกที่ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยมิติที่น่าค้นหา

Scroll to Top