หนัง

หนัง

Formula 1
หนัง

รีวิวภาพยนตร์ F1 (2025)

ภาพยนตร์เรื่อง “F1” (2025) ที่นำแสดงโดย แบรด พิตต์ และกำกับโดย โจเซฟ โคซินสกี้ ผู้สร้าง “Top Gun: Maverick” ได้พาผู้ชมดำดิ่งสู่โลกแห่งความเร็วและดราม่าของ Formula 1 ได้อย่างน่าทึ่ง แม้ว่าโครงเรื่องจะค่อนข้างคุ้นเคยในแนวหนังเกี่ยวกับกีฬากลับมาผงาด แต่สิ่งที่ทำให้ “F1” โดดเด่นอย่างแท้จริงคือความสมจริงของฉากแข่งรถและการแสดงที่ทรงพลัง เรื่องราวของ “F1” เล่าถึง ซอนนี่ เฮย์ส (แบรด พิตต์) อดีตนักแข่ง F1 ผู้มากฝีมือที่ชีวิตต้องพลิกผันจากอุบัติเหตุร้ายแรงในปี 1993 และใช้ชีวิตเร่ร่อนเป็นนักแข่งรับจ้าง เขาได้รับโอกาสครั้งที่สองจาก รูเบน เซอร์วานเตส (ฮาเวียร์ บาร์เด็ม) อดีตเพื่อนร่วมทีมและเจ้าของทีม APXGP ที่กำลังประสบปัญหาอย่างหนัก ซอนนี่ต้องกลับมาลงสนามอีกครั้งเพื่อกอบกู้ทีมที่ใกล้ล้มละลาย และยังต้องรับบทบาทเป็นพี่เลี้ยงให้กับ จอชัว เพียร์ซ (แดมสัน ไอดริส) นักแข่งดาวรุ่งมากพรสวรรค์แต่เปี่ยมด้วยอีโก้สูงลิบลิ่ว เคมีระหว่างแบรด พิตต์ และแดมสัน ไอดริส เป็นแกนหลักที่ขับเคลื่อนเรื่องราว มาร์ลินในบทซอนนี่ เฮย์ส ถ่ายทอดความเก๋า ความอ่อนล้าจากชีวิตที่ผ่านมา แต่ก็ยังคงเต็มไปด้วยเสน่ห์และแพชชั่นในการขับขี่ ในขณะที่แดมสัน ไอดริส ก็รับบทจอชัว เพียร์ซ ได้อย่างน่าเชื่อถือ ทั้งความเย่อหยิ่ง ความทะเยอทะยาน และความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ภายใน ความสัมพันธ์แบบศิษย์-อาจารย์ และคู่แข่งในเวลาเดียวกัน สร้างพลวัตที่น่าสนใจให้กับเรื่องราว นำไปสู่การปะทะทางความคิดและการเติบโตของตัวละครทั้งสอง จุดเด่นที่สุดของ F1 คือฉากการแข่งรถที่ถ่ายทำได้อย่างสมจริงและน่าตื่นตาตื่นใจ ด้วยความร่วมมือกับ Formula 1 อย่างเต็มรูปแบบ ทีมงานสามารถเข้าถึงสนามแข่งจริง รถ F1 จริง และแม้กระทั่งนักแข่ง F1 ตัวจริงมาร่วมแสดงรับเชิญมากมาย ทำให้ภาพที่ออกมานั้นราวกับหลุดมาจากสนามแข่งจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นมุมกล้องจากในห้องคนขับที่ทำให้รู้สึกเหมือนนั่งอยู่ในรถแข่งจริง ๆ หรือภาพมุมกว้างที่แสดงถึงความเร็วและพลังของรถ F1 ได้อย่างเต็มที่ เสียงเครื่องยนต์ที่คำรามก้อง และความรวดเร็วของการตัดต่อในฉากแอ็คชั่น สร้างประสบการณ์ที่เร้าใจและอะดรีนาลีนพลุ่งพล่าน จนผู้ชมแทบจะลืมหายใจ แม้ว่าโครงเรื่องจะไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่มากนัก แต่ “F1” ก็ทำหน้าที่ของหนังดราม่ากีฬาได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยการสร้างความผูกพันกับตัวละครและทีม APXGP ทำให้ผู้ชมลุ้นและเอาใจช่วยไปกับการต่อสู้ของพวกเขา นอกจากฉากแข่งรถที่ตื่นเต้นแล้ว ภาพยนตร์ยังสำรวจประเด็นของมิตรภาพ การแก้ไขความผิดพลาดในอดีต การเรียนรู้ที่จะยอมรับความเปลี่ยนแปลง และการไล่ตามความฝันอีกครั้ง ซึ่งเป็นแก่นเรื่องที่เข้าถึงใจผู้ชมได้ไม่ยาก โดยรวมแล้ว “F1” เป็นภาพยนตร์ที่คอหนังแข่งรถไม่ควรพลาด ด้วยฉากแอ็คชั่นสุดอลังการที่หาดูได้ยากในภาพยนตร์เรื่องอื่น ๆ บวกกับการแสดงที่แข็งแกร่งของนักแสดงนำ ทำให้ “F1” เป็นหนังที่มอบความบันเทิงและความตื่นเต้นได้อย่างเต็มเปี่ยม และจะทำให้คุณรู้สึกเหมือนได้สัมผัสบรรยากาศของการแข่งขัน Formula 1 อย่างใกล้ชิด

Nightbooks
หนัง

รีวิวภาพยนตร์ Nightbooks

Nightbooks เป็น ภาพยนตร์แฟนตาซีสยองขวัญ ที่สร้างจากหนังสือนิยายชื่อเดียวกันของ J.A. White นำเสนอเรื่องราวของ อเล็กซ์ (รับบทโดย วินสโลว์ เฟกลีย์) เด็กชายผู้หลงใหลในเรื่องราวสยองขวัญที่ต้องติดอยู่ในอพาร์ตเมนต์ลึกลับของแม่มดชั่วร้ายชื่อ ยายะ (รับบทโดย คริสเตน ริตเตอร์) เพื่อเอาชีวิตรอด เขาต้องเล่านิทานสยองขวัญให้ยายะฟังคืนละหนึ่งเรื่อง หากเรื่องไหนไม่ถูกใจ เขาก็อาจจะต้องหายตัวไปตลอดกาล ที่นั่น อเล็กซ์ได้พบกับ ยัสมิน (รับบทโดย ลีเดีย จีเวลต์) เด็กสาวอีกคนที่ติดอยู่ที่นั่นเช่นกัน ทั้งสองต้องร่วมมือกันเพื่อหาทางหนีออกไปจากสถานที่อันน่าสะพรึงกลัวแห่งนี้ จุดเด่นของ Nightbooks อยู่ที่การผสมผสานความน่ากลัวเข้ากับความน่ารักน่าชังได้อย่างลงตัว ถึงแม้จะเป็นหนังแนวสยองขวัญสำหรับเด็ก แต่ก็ไม่ได้น่ากลัวจนเกินไป กลับกัน มันเต็มไปด้วยจินตนาการที่ชวนฝันร้ายในแบบที่เด็กๆ จะชื่นชอบ งานสร้างและฉากต่างๆ ถูกออกแบบมาได้อย่างสวยงามและชวนหลอน อพาร์ตเมนต์ของยายะเต็มไปด้วยรายละเอียดที่น่าสนใจ ตั้งแต่ห้องสมุดที่เต็มไปด้วยหนังสือผี ไปจนถึงสวนที่เต็มไปด้วยพืชประหลาดที่กินเนื้อคน การออกแบบตัวละครของยายะก็โดดเด่นไม่แพ้กัน คริสเตน ริตเตอร์สวมบทบาทเป็นแม่มดผู้ชั่วร้ายได้อย่างมีเสน่ห์ เธอทั้งน่ากลัว ลึกลับ และน่าดึงดูดในเวลาเดียวกัน ทำให้ผู้ชมอยากรู้ว่าเบื้องหลังความร้ายกาจของเธอคืออะไร หัวใจหลักของเรื่องคือพลังของการเล่าเรื่อง อเล็กซ์ ต้องงัดทุกเรื่องสยองขวัญที่อยู่ในหัวออกมาเพื่อเอาชีวิตรอด ซึ่งแต่ละเรื่องก็ถูกนำเสนอออกมาในรูปแบบของแอนิเมชันสั้นๆ ที่มีสไตล์แตกต่างกันไป การเล่านิทานไม่ได้เป็นแค่การถ่วงเวลา แต่ยังเป็นวิธีที่อเล็กซ์ใช้ในการทำความเข้าใจตัวเองและโลกใบนี้ ภาพยนตร์เน้นย้ำว่าเรื่องราวสามารถเป็นทั้งเครื่องมือในการควบคุมและเครื่องมือในการปลดปล่อยได้ การที่อเล็กซ์ต้องสร้างสรรค์เรื่องราวใหม่ๆ ขึ้นมาเรื่อยๆ ยังเป็นการสะท้อนถึงความคิดสร้างสรรค์ที่ไร้ขีดจำกัดของเด็กๆ นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างอเล็กซ์และยัสมิน ก็เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่น่าสนใจ พวกเขาต่างพึ่งพากันและกัน เรียนรู้ที่จะไว้ใจและช่วยเหลือกันในสถานการณ์คับขัน การผจญภัยของพวกเขาไม่ได้เป็นเพียงแค่การหนีเอาตัวรอด แต่ยังเป็นการเติบโตและเรียนรู้ที่จะเผชิญหน้ากับความกลัวของตัวเอง Nightbooks เป็นภาพยนตร์ที่ มอบทั้งความบันเทิงและข้อคิด มันแสดงให้เห็นว่าความกลัวไม่ใช่สิ่งที่จะต้องหลีกหนีเสมอไป แต่บางครั้งมันก็สามารถเป็นแรงผลักดันให้เรากล้าเผชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่รู้ และค้นพบพลังที่ซ่อนอยู่ในตัวเราได้ แม้ว่าบางฉากอาจจะดูคลีเช่ไปบ้างตามสูตรหนังเด็ก แต่โดยรวมแล้ว Nightbooks ก็ยังคงเป็นภาพยนตร์ที่น่าสนใจและสนุกสนานสำหรับผู้ชมทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ชื่นชอบเรื่องราวแฟนตาซีผสมสยองขวัญเล็กๆ น้อยๆ พร้อมกับข้อคิดดีๆ เกี่ยวกับความกล้าหาญและพลังของการเล่าเรื่องราว

หนัง

รีวิวหนัง The Old Guard 2 ต่อเติมจักรวาลนักรบพันธุ์อมตะ ที่จะเริ่มขยายกี่โมงเอ่ย

    การกลับมาของหนังแอคชันฟอร์มดีจากเน็ตฟลิกซ์ ที่ขอสารภาพตรง ๆ เลยว่าแทบจะไม่หลงเหลือความทรงจำเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้แล้ว แนะนำว่าถ้าใครจำไม่ได้ก็หาเปิดดูภาคแรกทบทวนกันสักหน่อยดี เพราะจะได้เข้าใจว่า The Old Guard 2 ภาคต่อของเหล่านักรบพันธุ์อมตะในครั้งนี้ ได้พานพบเรื่องราวใด ๆ มาบ้าง ที่นำมาสู่ชนวนเหตุของภาคใหม่ที่ดัดแปลงสร้างมาจากนิยายภาพและพยายามที่จะปลุกปั้นออกมาเป็นไตรภาคให้ลงได้สำหรับเรื่องราวในภาคต่อนี้ แอนดี้กับพวกพ้องนักรบอมตะ ได้กลับมาต่อสู้ด้วยเจตนารมณ์ที่แรงกล้ายิ่งกว่าเดิม เมื่อพวกเขาต้องเผชิญหน้ากับศัตรูทรงพลังหน้าใหม่และน่าเกรงขาม เธอคนนั้นคือผู้ที่้้เฝ้ามองดูพวกเขามาตั้งแต่ยุคสมัยแห่งการเริ่มต้น และบัดนี้พยายามเข้ามาขัดขวางภารกิจปกป้องมนุษยชาติ พร้อมกับเธอยังต้องรับมือกับการหวนคืนมาของห้วงพลังอมตะที่นึกว่าสูญหายไปนานแล้วหนังยังคงสร้างมานิยายภาพของ เลอันโดร เฟอร์นานเดซ พร้อมกับยังได้ เกร็ก รุกกา มือเขียนบทกลับมาสานต่องานชิ้นนี้อีกครั้ง และยังคัมแบ็กด้วยทีมนักแสดงชุดเดิมที่คุ้นหน้ากันเป็นอย่างดี แต่จะมีเปลี่ยนแปลงก็คงจะเป็นผู้นำตำแหน่งใหญ่ของหนัง ที่เปลี่ยนผ่านมาเป็น วิคตอเรีย มาโฮนีย์รับหน้าที่กำกับแทน จีนา พรินซ์-ไบร์ทวูด ที่เคยสรรค์สร้างความปังเอาไว้จากภาคที่แล้ว แน่นอนว่ายังคงไว้วางใจฝีมือผู้กำกับหญิงเช่นเคย         แต่ก่อนจะเปิดหนังดูก็ได้ลองไปย้อนดูเครดิตผลงานของผู้กำกับหญิงที่มารับหน้าที่ดูแลงานสร้างในภาคนี้ ก็ต้องบอกตรง ๆ ว่าแทบไม่มีความคาดหวังอะไร ท่ามกลางความเลือนลางในเนื้อหาของภาคแรกที่นึกเท่าไหร่ก็ยังนึกไม่ออกได้แจ่มแจ้งเสียที แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ เพราะผลลัพธ์ที่ออกมาใน The Old Guard 2 ค่อนข้างเจือจาง ไร้เสน่ห์ ไร้นิยาย และอาจจะไร้รสนิยมในความพยายามขยายจักรวาลที่ได้แค่มีเลข 2

Three Thousand Years of Longing
หนัง

รีวิวหนัง Three Thousand Years of Longing

Three Thousand Years of Longing คือผลงานการกำกับของ จอร์จ มิลเลอร์ ผู้สร้างสรรค์ภาพยนตร์ระดับตำนานอย่าง Mad Max ที่ในครั้งนี้ได้พาผู้ชมออกเดินทางสู่โลกแห่งจินตนาการ ตำนาน และความรักอันเป็นนิรันดร์ ภาพยนตร์เรื่องนี้แตกต่างจากงานก่อนๆ ของเขาอย่างสิ้นเชิง โดยเน้นไปที่บทสนทนาอันลึกซึ้งและเรื่องเล่าที่ชวนหลงใหล มากกว่าฉากแอ็กชันหวือหวา แต่นั่นคือความงามที่แท้จริงของมัน เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ อาลิเธีย บินนีย์ (รับบทโดย ทิลด้า สวินตัน) นักวิชาการด้านนิทานวิทยาผู้รักความสันโดษและมองโลกอย่างมีเหตุผล เดินทางไปตุรกีเพื่อเข้าร่วมการประชุม เธอได้บังเอิญเจอขวดแก้วเก่าแก่ใบหนึ่งในร้านขายของเก่า และเมื่อเธอนำมันกลับมาที่ห้องพักโรงแรม เธอก็ได้ปลดปล่อย จีนี่ (รับบทโดย ไอดริส เอลบา) ผู้ยิ่งใหญ่และสง่างามออกมา จีนี่เสนอพรสามประการตามธรรมเนียม แต่ด้วยความรู้เรื่องนิทานที่สั่งสมมา อาลิเธียจึงระแวงถึงผลลัพธ์ที่ตามมาจากการขอพร เธอเลือกที่จะฟังเรื่องราวชีวิตอันยาวนานกว่าสามพันปีของจีนี่แทน จากนั้น ภาพยนตร์ก็พาเราย้อนอดีตไปสู่ยุคสมัยต่างๆ ที่จีนี่ได้พบเจอผู้คนมากมาย ทั้งราชินีแห่งเชบา, สุไลมานผู้ชาญฉลาด, และเจ้าหญิงผู้ปรารถนาในความรัก เรื่องราวเหล่านี้ถูกเล่าขานด้วยภาพที่งดงามตระการตาและจินตนาการอันบรรเจิด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความปรารถนาของมนุษย์ในยุคสมัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความรัก อำนาจ ความรู้ หรือแม้แต่ความอิสระ แต่ละเรื่องราวมีทั้งความสุข ความเศร้า ความหวัง และบทเรียนที่ส่งผ่านมาถึงปัจจุบัน หัวใจสำคัญของภาพยนตร์เรื่องนี้คือบทสนทนาระหว่างอาลิเธียและจีนี่ ทั้งสองตัวละครต่างมีภูมิหลังและมุมมองชีวิตที่แตกต่างกัน อาลิเธียคือผู้ที่ยึดมั่นในข้อเท็จจริงและวิทยาศาสตร์ ในขณะที่จีนี่คือผู้ที่เผชิญหน้ากับโชคชะตาและความปรารถนามานับไม่ถ้วน การแลกเปลี่ยนเรื่องราวและความคิดเห็นของพวกเขาได้เปิดเผยแง่มุมใหม่ๆ ของความเป็นมนุษย์ และนำไปสู่ความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ทั้งคู่ต่างค้นพบความเชื่อมโยงและความเหงาในแบบของตัวเอง ซึ่งทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขางดงามและน่าติดตาม ไอดริส เอลบา ในบทจีนี่ แสดงให้เห็นถึงความสง่างาม ความลึกลับ และความอ่อนไหวได้อย่างน่าทึ่ง ส่วนทิลด้า สวินตัน ก็สวมบทบาทนักวิชาการผู้ซับซ้อนได้อย่างไร้ที่ติ เคมีระหว่างนักแสดงทั้งสองเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนเรื่องราว ทำให้บทสนทนาที่อาจดูเรียบง่ายกลับเต็มไปด้วยเสน่ห์และความหมาย Three Thousand Years of Longing ไม่ใช่ภาพยนตร์สำหรับทุกคนที่คาดหวังความเร็วและฉากแอ็กชัน แต่สำหรับผู้ที่ชื่นชอบเรื่องราวที่มีชั้นเชิง ภาพที่สวยงาม และการสำรวจแนวคิดเกี่ยวกับความรัก โชคชะตา และการเล่าเรื่อง นี่คือภาพยนตร์ที่ควรค่าแก่การรับชม มันชวนให้เราตั้งคำถามถึงความปรารถนาของเราเอง และตอกย้ำว่าบางครั้ง เรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็ไม่ได้มาจากอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ แต่มาจากความสัมพันธ์และการเชื่อมโยงที่มนุษย์มีต่อกัน.

หนัง

รีวิวหนัง Jurassic World Rebirth จูราสสิค เวิลด์ กำเนิดชีวิตใหม่

    เฉดเงาเดิมที่ยังเซอร์วิสฉ่ำหนึ่งเฟรนไชส์หนังสุดคลาสสิกที่ไม่ยอมล้มหายตายไปได้ง่าย ๆ ที่ยังพยายามมองหาลู่ทางและช่องในการสานต่อลมหายใจได้อยู่เรื่อย ๆ กลับมาหนนี้ก็แบกรับความกดดันที่หวังจะมีโอกาสได้สานต่อเป็นไตรภาคใหม่ หลังจากที่ไตรภาคที่แล้วเขาทำเอาไว้ได้ดีเหลือเกิน คัมแบ็กมาใน Jurassic World Rebirth จูราสสิค เวิลด์ กำเนิดชีวิตใหม่ การจุดประกายไฟแห่งวังวนผจญโลกไดโนเสาร์ครั้งใหม่ที่ยังน่าตื่นตาเหมือนเคย5 ปีหลังจากเหตุการณ์ไดโนเสาร์อุบัติออกมาสู่โลกกว่าง แต่บัดนี้เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าระบบนิเวศของโลกใบนี้ไม่เหมาะสมกับการอยู่อาศัยของไดโนเสาร์ จึงทำให้เหล่าไดโนเสาร์ที่หลงเหลืออยู่ ต้องอาศัยอยู่ในสถานที่ห่างไกลในแถบเส้นศูนย์สูตรที่สภาพอากาศคล้ายคลึงกับยุคเรืองรองที่พวกมันเป็นเจ้าของโลกใบนี้ และสิ่งมีชีวิตยักษ์ใหญ่สามตัวที่อยู่อาศัยในแถบป่าดิบชื้นแห่งนี้ ก็ได้เป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่การสร้างยารักษาที่จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการช่วยชีวิตมนุษย์ชาติสำหรับหนังภาคนี้ได้หนึ่งในผู้กำกับไฟแรงที่คิวฮอตเป็นว่าเล่น อย่าง “แกเร็ธ เอ็ดเวิร์ดส์” มารับหน้าที่ดูแลงานสร้าง นับว่าเป็นอีกครั้งที่เขาได้รับความไว้วางใจให้มาจัดการละเลงงานสร้างหนังระดับเฟรนไชส์ใหญ่อีกครั้ง ที่แน่นอนว่าประสบการณ์อันเรืองรองนับสิบปี นับตั้งแต่เขาแจ้งเกิดมาจากภาคแยกหนังสตาร์วอร์สเรื่องดัง ก็เป็นการเพาะบ่มที่เหมาะเจาะในการนำมาสู่จักรวาลไดโนเสาร์ที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้ และเขาก็รับมือกับมันได้อย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะ          ในแง่งานสร้างใน Jurassic World Rebirth แทบไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วงเลย เพราะคุณจะสามารถไว้วางใจกับวิสัยทัศน์และมุมมองการถ่ายทอดหนังของแกเร็ธได้อย่างสบายใจ ทิศทางหนังในฝีมือเขามักจะเต็มไปด้วยลูกเล่นที่น่าสนใจเสมอ ๆ ยิ่งครั้งนี้บุกป่าฝ่าดงลงทะเลในงานสร้างที่ทุนหนาด้วยแล้ว เขาก็จัดให้แบบไม่ยั้งมือ แม้ว่าส่วนประกอบมากมายของหนังก็คือการทำงานร่วมกับงานซีจีและเทคนิคพิเศษเสริมตลอดทั้งเรื่องก็ตาม แต่งานดีไซน์ก็ยังชวนตื่นตะลึงได้ดีแล้วกิมมิกของความเป็นแกเร็ธ ที่ใส่มาได้ลงล็อกกับแนวถนัดของเขาพอดี ก็คือการเซอร์วิสแฟน ๆ หนังชุดนี้ด้วยโทนบรรยากาศแห่งความระทึกขวัญเขย่าขวัญ กลายเป็นหนังจูราสสิคที่ยังคงสอดแทรกการผจญภัยที่เต็มไปด้วยภัยอันตรายรายล้อมชวนหายใจหายคอไม่ทั่วท้องอยู่ตลอดเรื่อง นี่คือไฮไลต์อันเป็นเสน่ห์ที่หนังสามารถกระทำการเซอร์วิสแฟนหนังชุดนี้ได้อย่างน่าพึงพอใจและบันเทิงได้ดีแท้แน่นอนขณะที่งานเทคนิคพิเศษและออกแบบซีจีต่าง ๆ ก็ถือว่าทำออกมาได้ดีใช้ได้ตามมาตรฐานความเป็นจูราสสิค สำหรับในภาคนี้อาจจะไม่ได้เห็นจังหวะการเสิร์ฟความตื่นตาเกี่ยวกับไดโนเสาร์พันธุ์น่ารู้มากเท่าไหร่ แต่ก็ยังมีสอดแทรกชวนเคลิ้มได้อยู่ ผนวกกับความพยายามสร้างไดโนเสาร์สายพันธุ์ที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรม ที่นับว่าเป็นความทะเยอทะยานครั้งใหม่ของหนังชุดนี้

รีวิว ภาพยนตร์ Red One
Uncategorized, หนัง

รีวิว ภาพยนตร์ Red One

สำหรับ Red One เป็นภาพยนตร์แอ็คชั่นคอเมดี้แฟนตาซีเกี่ยวกับคริสต์มาส ที่ผสมผสานเรื่องราวการผจญภัยอันน่าตื่นเต้นเข้ากับอารมณ์ขันและจิตวิญญาณแห่งเทศกาล กำกับโดย เจค แคสแดน และนำแสดงโดย ดเวย์น “เดอะร็อก” จอห์นสัน และ คริส อีแวนส์ เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นที่ ขั้วโลกเหนือ ซึ่งไม่ใช่แค่สถานที่ในจินตนาการ แต่เป็นศูนย์บัญชาการลับที่ถูกปกป้องอย่างแน่นหนาด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงและ เวทมนตร์ ที่นี่เป็นที่ตั้งของ MORA (Mythological Oversight and Restoration Authority) องค์กรลับที่คอยดูแลและปกป้องสิ่งมีชีวิตและบุคคลในตำนานจากทั่วโลก หนึ่งในสมาชิกที่สำคัญที่สุดของ MORA คือ ซานตาคลอส (J.K. Simmons) ผู้เป็นที่รู้จักในนามรหัสว่า “Red One” ซานต้าเป็นตัวละครที่แข็งแกร่งและเปี่ยมด้วยพลังวิเศษ ไม่ใช่แค่ชายชราใจดีที่แจกของขวัญเท่านั้นในคืนก่อนวันคริสต์มาสอีฟ ซานต้า กลับหายตัวไปอย่างลึกลับ สร้างความปั่นป่วนให้กับขั้วโลกเหนือทั้งหมด เหตุการณ์นี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนและเป็นภัยคุกคามต่อการส่งมอบของขวัญทั่วโลกการเผชิญหน้าระหว่างสองขั้วตรงข้ามเพื่อตามหาซานต้ากลับมา คัลลัม ดริฟต์ (Dwayne Johnson) หัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยของขั้วโลกเหนือ ซึ่งเป็นบอดี้การ์ดส่วนตัวของซานต้า และเป็นอดีตหน่วยซีลที่เชี่ยวชาญการต่อสู้ทุกรูปแบบ ได้รับมอบหมายให้ตามหาซานต้ากลับมาให้ได้ทันเวลา คัลลัมเป็นคนที่จริงจัง เคร่งขรึม และไม่เชื่อในจิตวิญญาณแห่งคริสต์มาสแล้ว เนื่องจากประสบการณ์อันเจ็บปวดในอดีต

12th Fail
หนัง

รีวิวภาพยนตร์ 12th Fail ความมุ่งมั่นอันไร้ขีดจำกัด สู่ฝันที่เป็นจริง

12th Fail คือภาพยนตร์อินเดียที่สร้างจากเรื่องจริงอันน่าทึ่งของ มาโนจ กุมาร ชาร์มา ชายหนุ่มจากชนบทที่ยากจน ผู้มีเป้าหมายอันแรงกล้าในการสอบผ่านการสอบ UPSC (Union Public Service Commission) เพื่อก้าวเป็นเจ้าหน้าที่ IPS (Indian Police Service) แม้ว่าจุดเริ่มต้นของเขาจะเต็มไปด้วยอุปสรรคและความล้มเหลวมากมาย ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องราวความสำเร็จส่วนบุคคล แต่ยังสะท้อนถึงระบบการศึกษาและสังคมในอินเดียได้อย่างลึกซึ้ง และเป็นเครื่องยืนยันว่าความมุ่งมั่นไม่ยอมแพ้นั้น สามารถเอาชนะทุกความท้าทายได้อย่างแท้จริง เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นที่หมู่บ้านเล็กๆ ในรัฐมัธยประเทศ ที่ซึ่งมาโนจใช้ชีวิตวัยเด็กอันแร้นแค้น เขาเป็นเพียงนักเรียนที่ สอบตก ชั้นประถมศึกษาปีที่ 12 ด้วยการโกงข้อสอบมาตลอดชีวิต กระทั่งวันที่เขาได้พบกับตำรวจน้ำดีที่เปลี่ยนทัศนคติของเขาให้ตระหนักถึงคุณค่าของความซื่อสัตย์สุจริต และจุดประกายความฝันที่จะเป็นตำรวจเพื่อรับใช้สังคม มาโนจตัดสินใจออกเดินทางสู่กรุงเดลี เมืองหลวงแห่งโอกาสและการแข่งขัน เพื่อเตรียมตัวสอบ UPSC ซึ่งเป็นการสอบที่ขึ้นชื่อว่ายากที่สุดในอินเดีย ด้วยความรู้ที่ติดตัวมาน้อยนิด และเงินทองที่มีจำกัด เขาต้องเผชิญกับความยากลำบากนานัปการ ทั้งการไม่มีที่พัก การทำงานพาร์ทไทม์เพื่อหาเลี้ยงชีพ การอดมื้อกินมื้อ และการถูกดูถูกจากผู้คนรอบข้าง สิ่งที่ทำให้ 12th Fail มีพลังและน่าติดตามคือการนำเสนอเรื่องราวชีวิตของมาโนจได้อย่างตรงไปตรงมาและสมจริง ผู้กำกับ วิธู วิโนท โชปรา เลือกที่จะไม่ตกแต่งเรื่องราวให้เกินจริง แต่เน้นไปที่การถ่ายทอดความพยายาม ความผิดหวัง และการล้มแล้วลุกขึ้นใหม่ของตัวละครอย่างเป็นธรรมชาติ เราได้เห็นมาโนจทำงานทุกอย่าง ตั้งแต่ล้างจานในร้านอาหาร จนกระทั่งไปขับรถลากเพื่อหาเงินมาเรียนพิเศษและซื้อตำราเรียน ฉากที่เขาอ่านหนังสืออยู่ท่ามกลางความหนาวเหน็บในห้องเล็กๆ หรือการที่เขาต้องเผชิญกับความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากการสอบตกถึงสามครั้งนั้น ช่างเป็นภาพที่กินใจและสะท้อนถึงความมุ่งมั่นอันไร้ขีดจำกัดของมนุษย์ นอกจากนี้ ภาพยนตร์ยังนำเสนอเรื่องราวความรักของ มาโนจกับ ชราดธา ผู้หญิงที่เข้าใจและคอยเป็นกำลังใจให้เขาเสมอ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเสาหลักที่ช่วยให้เขาก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้ 12th Fail เป็นมากกว่าแค่ภาพยนตร์ชีวประวัติทั่วไป มันคือแรงบันดาลใจที่ส่งผ่านพลังบวกให้กับผู้ชม ไม่ว่าคุณจะอยู่ในวัยใด หรือกำลังเผชิญกับความท้าทายแบบไหนก็ตาม เรื่องราวของมาโนจ กุมาร ชาร์มา จะทำให้คุณเชื่อมั่นว่าการศึกษาไม่ได้เป็นเพียงแค่การท่องจำ แต่เป็นการเรียนรู้ที่จะเผชิญหน้ากับความล้มเหลว การกัดฟันสู้ และการไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาที่เล่นตลก ภาพยนตร์เรื่องนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า “การสอบตก” ไม่ได้หมายถึง “ความล้มเหลว” ตลอดไป แต่เป็นเพียงบทเรียนหนึ่งในเส้นทางสู่ความสำเร็จที่แท้จริง ใครที่กำลังมองหาภาพยนตร์ที่จุดประกายพลังใจ และทำให้คุณกลับมามีแรงฮึดสู้เพื่อทำตามความฝันอีกครั้ง 12th Fail คือคำตอบที่ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง

หนัง

รีวิวหนัง The French Dispatch กวีรักแห่งหนังสือพิมพ์

ในหนังเรื่อง The French Dispatch หรือชื่อไทย “กวีรักแห่งหนังสือพิมพ์” คือผลงานล่าสุดของผู้กำกับที่มีลายเซ็นเฉพาะตัวอย่าง เวส แอนเดอร์สัน (Wes Anderson) หนังเรื่องนี้ออกฉายในปี 2021 และเป็นอีกหนึ่งผลงานที่ได้รับเสียงชื่นชมจากสายหนังอาร์ตและคอหนังที่ชื่นชอบความแปลกใหม่ในการเล่าเรื่อง เนื้อหาหลักเล่าผ่านโครงสร้างที่เหมือนหนังสือพิมพ์เล่มหนึ่ง ประกอบด้วยเรื่องสั้น 3 ตอนหลัก และอีก 1 ตอนเกริ่นนำ โดยทุกตอนเกิดขึ้นภายในเมืองสมมติชื่อว่า Ennui-sur-Blasé เมืองเล็ก ๆ ทางตอนใต้ของฝรั่งเศสในยุคกลางศตวรรษที่ 20 ซึ่งเป็นฉากหลังที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายวินเทจ ศิลปะ และความเปรี้ยวของยุโรปยุคเก่า ตอนเกริ่นนำเปิดเรื่องด้วยการแนะนำกองบรรณาธิการของนิตยสาร ซึ่งมี อาเธอร์ ฮาวิเซอร์ จูเนียร์ รับบทโดย Bill Murray เป็นบรรณาธิการใหญ่ผู้มีความรักในการทำสื่อสิ่งพิมพ์แบบสุดหัวใจ จากนั้นหนังพาเราเข้าสู่เรื่องสั้น 3 ตอนที่มีความแตกต่างทางเนื้อหาและโทนอย่างชัดเจน เรื่องแรก “The Concrete Masterpiece” เป็นเรื่องราวของศิลปินผู้ถูกคุมขังในเรือนจำ รับบทโดย Benicio Del Toro ที่สร้างงานศิลปะอันโด่งดัง จนกระทั่งกลายเป็นกระแสในวงการศิลปะโลก เรื่องนี้สะท้อนถึงเสรีภาพทางศิลปะ ความหลงใหล

หนัง

รีวิวหนัง M3GAN 2.0 เมแกน 2 อัปเกรดเวอร์ชันหนนี้ ชีแกงส์ ชีแรงส์ ชีจึ้ง ชีนอนมง

     จากหนังระทึกขวัญไซบอร์กที่สร้างปรากฏการณ์สุดฮือฮาไปทั้งโลกไปเมื่อต้นปี 2022 บัดนี้นางกลับมาอีกครั้งกับเวอร์ชันอัปเกรดใหม่เอี่ยมอ่อง เพิ่มท่วงท่าลีลาและเทคโนโลยีใหม่สุดปังเข้าไปด้วย กลายออกมาเป็น M3GAN 2.0 ภาคต่อหนังเรื่องดังที่ดูทรงแล้วครั้งนี้ เป็นเหมือนการยกระดับสุดเป็นทวีคูณ ดูทรงจะแรงยิ่งกว่าและน่าจะแซ่บขึ้นมากขึ้นเวลาได้ผ่านล่วงเลยไปแล้ว 2 ปี แล้วนับตั้งแต่เมแกนออกอาละวาด ในตอนนี้ผู้สร้างของเธออย่าง เจมม่า จำเป็นต้องชุบชีวิตผลงานอันอื้อฉาวของเธอขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อต่อกรกับอามิเลีย หุ่นยนต์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นอาวุธทางการทหารสุดอันตราย ที่ได้ขโมยเทคโนโลยีภายในตัวของเมแกนไปนำไปเป็นส่วนประกอบ ถ้าหากว่าจะมีใครที่หยุดยั้งได้..เห็นทีก็มีแค่ชี..เมแกน เวอร์ชั่นอัปเกรดล่าสุดเจอราร์ด จอห์นสโตน ผู้กำกับจากภาคแรกยังคงกลับมารับหน้าที่สานต่อความปังในหนังภาคนี้อีกเช่นเคย โดยเขายังคงรับหน้าที่กำกับและดูแลในแง่บทหนังอีกครั้ง เห็นได้ชัดว่าความสำเร็จจากภาคที่แล้วก็น่าจะสามารถเพิ่มภาษีในการเรียกร้องเพิ่มเติมในองค์ประกอบงานสร้างอื่น ๆ ได้ชัดเจน สัมผัสได้เลยว่าหนังภาคนี้น่าจะได้ทุนสร้างหนาขึ้นเป็นกอง นั่นจึงกลายมาเป็นที่มาของการจัดเต็มใส่เต็มของผู้กำกับในครั้งนี้        หลาย ๆ ฝ่ายอาจจะกังวลว่า M3GAN 2.0 จะเดินตามรอยสูตรเดียวกับหนัง สงครามหุ่นยนต์ แบบ Terminator หรือเปล่า บอกได้เลยว่าหนังสุดคลาสสิกเรื่องนั้นปล่อยให้เป็นอดีตไป เพราะอย่าลืมว่าโลกของเทคโนโลยีไม่เคยหยุดเคลื่อนไหว มีการพัฒนาเวอร์ชันใหม่ ๆ ออกมาทดแทนเสมอ และนั่นก็คือโจทย์ที่หนังเรื่องนี้พยายามตีให้แตกและขยายประเด็นออกมาด้วยความทะเยอทะยานที่ขยายขอบเขตมากยิ่งขึ้นแม้ว่าเอาเข้าจริง ๆ แล้ว M3GAN 2.0 ก็ไม่ต่างอะไรจากหนังประเภท หอแต๋วแตก ในบ้านเรา เพราะทำออกมาเพื่อเสพย์ความบันเทิงเท่านั้น

บ้านเวทมนตร์ นาฬิกาอาถรรพ์
Uncategorized, หนัง

รีวิว ภาพยนต์ บ้านเวทมนตร์ นาฬิกาอาถรรพ์

การ รีวิวภาพยนตร์ เรื่อง บ้านเวทมนตร์ นาฬิกาอาถรรพ์ (The House with a Clock in Its Walls) เป็นภาพยนตร์แนวแฟนตาซีผจญภัยที่สร้างจากนวนิยายคลาสสิกชื่อเดียวกันของ จอห์น เบลแลร์ส (John Bellairs) เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในปี 1955 โดยมีตัวละครหลักคือ ลูอิส บาร์นาเวลท์ (Lewis Barnavelt) เด็กชายกำพร้าวัย 10 ขวบที่ต้องย้ายไปอยู่กับลุงของเขา โจนาธาน บาร์นาเวลท์ (Jonathan Barnavelt) ในเมืองเล็กๆ ที่มีชื่อว่า นิวเซเบดี รัฐมิชิแกน เมื่อลูอิสมาถึงบ้านของลุง โจนาธาน เขาก็พบว่าบ้านหลังนี้มีความแปลกประหลาดและลึกลับอย่างยิ่ง และได้พบกับเพื่อนบ้านและเพื่อนสนิทของลุง ฟลอเรนซ์ ซิมเมอร์แมน (Florence Zimmerman) ซึ่งเป็นแม่มดผู้มีพลังมากลูอิสได้ค้นพบความลับที่น่าตกใจว่าลุงของเขาเป็น พ่อมด (warlock) และบ้านหลังนี้ก็ไม่ใช่บ้านธรรมดา แต่เป็นบ้านที่มีเวทมนตร์ และมีเสียงติ๊กต็อกของนาฬิกาปริศนาดังอยู่ตลอดเวลาจากภายในกำแพงบ้าน ลุงโจนาธานและฟลอเรนซ์กำลังตามหานาฬิกาเรือนนี้ เพราะมันถูกสร้างขึ้นโดยเจ้าของบ้านคนเก่า ไอแซค อิซาร์ด (Isaac

Scroll to Top