หนัง

หนัง

Sing Street
หนัง

รีวิวหนังSing Street

Sing Street เป็นภาพยนตร์ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่หนังเพลงทั่วไป แต่เป็นงานที่ผสมผสานความฝัน ความรัก วัยรุ่น และเสียงเพลงเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัว กลายเป็นหนัง coming-of-age ที่ตราตรึงใจผู้ชมอย่างไม่น่าเชื่อ กำกับโดย จอห์น คาร์นีย์ ผู้ที่เคยฝากผลงานสุดประทับใจไว้อย่าง “Once” และ “Begin Again” ซึ่งการันตีได้ถึงความสามารถในการเล่าเรื่องผ่านบทเพลงที่เขาถนัด ภาพยนตร์เล่าย้อนกลับไปในปี 1985 ในกรุงดับลิน ประเทศไอร์แลนด์ ช่วงเวลาที่เศรษฐกิจตกต่ำและผู้คนต้องดิ้นรน ฟอร์กี้ (แสดงโดย เฟอร์เดีย วอลช์-พีโล) เด็กหนุ่มวัย 15 ปี ต้องย้ายจากโรงเรียนเอกชนมาเรียนที่โรงเรียนรัฐบาลคาทอลิกสุดห่วย ด้วยสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายและเต็มไปด้วยการกลั่นแกล้ง ฟอร์กี้พบหนทางที่จะรอดพ้นจากความจริงอันน่าเบื่อหน่ายด้วยการตกหลุมรัก ราฟิน่า (แสดงโดย ลูซี่ บอยน์ตัน) สาวสวยลึกลับที่ดูโตเกินวัย ด้วยความอยากได้เบอร์โทรศัพท์และสร้างความประทับใจ ฟอร์กี้จึงโกหกว่าเขามีวงดนตรีและชวนเธอมาแสดงในมิวสิควิดีโอ จากคำโกหกเล็กๆ นี้เอง กลับกลายเป็นการเริ่มต้นของวงดนตรี Sing Street วงดนตรีที่รวมตัวกันของเด็กหนุ่มผู้มีความฝันหลากหลาย ฟอร์กี้ได้รับความช่วยเหลือจากพี่ชาย จิม (แสดงโดย แจ็ค เรย์นอร์) ผู้ที่มอบแรงบันดาลใจและเป็นเหมือนพี่เลี้ยงด้านดนตรีให้กับเขา บทเพลงที่พวกเขาแต่งขึ้นมาไม่ได้เป็นเพียงแค่เพลงรักทั่วไป แต่มันสะท้อนถึงความรู้สึกนึกคิด ปัญหาชีวิต และความปรารถนาของวัยรุ่นในยุคนั้นได้อย่างลึกซึ้ง เราได้เห็นพัฒนาการของวงดนตรีที่เริ่มจากการเลียนแบบศิลปินที่ชื่นชอบ ไปสู่การค้นพบสไตล์และเสียงเพลงที่เป็นของตัวเอง จุดเด่นของ Sing Street ไม่ได้อยู่ที่แค่เพลงประกอบที่ไพเราะติดหูเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบทบาทของตัวละครที่ถูกเขียนขึ้นมาอย่างมีมิติ โดยเฉพาะตัวของฟอร์กี้ ที่ผู้ชมจะได้เอาใจช่วยกับการเดินทางของเขาในการค้นหาตัวเอง การเติบโตเป็นผู้ใหญ่ และการเผชิญหน้ากับอุปสรรคต่างๆ รวมถึงความสัมพันธ์กับราฟิน่า ที่เป็นเหมือนแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ฟอร์กี้ก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง นอกจากนี้ การนำเสนอเรื่องราวของครอบครัวที่แตกร้าวในยุคนั้น ก็เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่ทำให้ภาพยนตร์มีความสมจริงและเข้าถึงอารมณ์มากขึ้น เพลงประกอบภาพยนตร์ทุกเพลงล้วนถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่เพื่อ Sing Street โดยเฉพาะ ซึ่งแต่ละเพลงก็มีความหลากหลายทางแนวเพลง ตั้งแต่เพลงร็อก ป็อป ไปจนถึงนิวเวฟ ที่ได้รับอิทธิพลจากวงดนตรีในยุค 80s อย่าง Duran Duran, The Cure หรือ A-Ha เพลงเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เพลงที่มาประกอบฉาก แต่เป็นส่วนหนึ่งของการเล่าเรื่องที่ขับเคลื่อนอารมณ์และความรู้สึกของตัวละครได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนได้ร่วมเดินทางไปกับพวกเขาในทุกช่วงเวลา ไม่ว่าจะเป็นความสุข ความเศร้า หรือความผิดหวัง โดยสรุปแล้ว Sing Street เป็นภาพยนตร์ที่สมบูรณ์แบบในหลายๆ ด้าน ทั้งบทภาพยนตร์ที่แข็งแรง การแสดงที่น่าประทับใจ ดนตรีประกอบที่ยอดเยี่ยม และการกำกับที่ใส่ใจในรายละเอียด ถือเป็นภาพยนตร์ที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ชมทุกคนที่เคยมีความฝัน ไม่ว่าความฝันนั้นจะเล็กหรือใหญ่แค่ไหนก็ตาม มันทำให้เราเชื่อว่าเสียงเพลงสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตและนำพาเราไปสู่สิ่งที่เราต้องการได้ เป็นหนังที่ควรค่าแก่การรับชมและเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำอย่างแน่นอน

หนัง

รีวิว Spider Man ฮีโร่ข้างบ้านผู้เปลี่ยนโลกภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร

หนังที่หลายคนรู้จักกันในชื่อ ไอ้แมงมุม ถือเป็นหนึ่งในซูเปอร์ฮีโร่ขวัญใจคนดูทั่วโลก ที่มีเรื่องราวที่ทั้งเข้าถึงง่ายและตราตรึงใจเสมอ ไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคกี่สมัย Spider Man ก็ยังครองใจแฟนๆไม่เสื่อมคลาย โดยเฉพาะเวอร์ชั่นภาพยนตร์ที่เริ่มต้นจากไตรภาคของผู้กำกับ Sam Raimi นำแสดงโดย Tobey Maguire ในบทปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ นักเรียนหนุ่มธรรมดาที่ชีวิตเปลี่ยนไปหลังถูกแมงมุมกัมมันตรังสีต่อย เนื้อเรื่องหลักของ Spider-Man ฉบับต้นฉบับนั้นเรียบง่ายแต่น่าติดตาม เป็นเรื่องของเด็กหนุ่มที่ต้องรับผิดชอบกับพลังพิเศษที่ได้รับมา ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ ไม่ได้เป็นแค่เด็กเนิร์ดธรรมดาอีกต่อไป เขาต้องเรียนรู้ว่าพลังอันยิ่งใหญ่มาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ใหญ่ยิ่ง (With great power comes great responsibility) ซึ่งกลายเป็นวลีอมตะของแฟนหนังซูเปอร์ฮีโร่ทั่วโลก ฉากการเปลี่ยนผ่านจากชีวิตเด็กมัธยมธรรมดาไปสู่ชีวิตฮีโร่ของปีเตอร์เป็นสิ่งที่หนังถ่ายทอดออกมาได้ดีมาก ความขัดแย้งในใจระหว่างการเป็นฮีโร่กับการรักษาชีวิตส่วนตัวก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ทำให้คนดูรู้สึกอินและเข้าใจความยากลำบากของตัวละคร ช่วงเวลาที่ปีเตอร์ต้องเสียลุงเบนไปก็เป็นหนึ่งในซีนที่เศร้าและสะเทือนใจมากที่สุดในประวัติศาสตร์หนังซูเปอร์ฮีโร่ ในด้านของงานโปรดักชัน Spider-Man เวอร์ชั่นปี 2002 นับว่าล้ำสมัยในยุคนั้น เอฟเฟกต์การเหวี่ยงใยกลางมหานครนิวยอร์กทำออกมาได้อย่างสมจริง ฉากแอ็กชันเต็มไปด้วยพลังและความตื่นเต้น โดยเฉพาะฉากไคลแมกซ์ต้องปะทะกับ Green Goblin วายร้ายคนสำคัญที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับตัวปีเตอร์เองแบบซับซ้อน นอกจากเวอร์ชั่นของ Sam Raimi แล้วยังถูกสร้างใหม่ในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น The Amazing ที่รับบทโดย Andrew

หนัง

รีวิวหนัง Havoc ฝ่าหายนะครองเมือง งานบู๊สนั่นสันตโรจากตำนานผู้สร้าง The Raid

        การกลับมาของตัวพ่อตัวแด้ดนักสร้างหนังบู๊ที่เคยสร้างปรากฏการณ์เอาไว้สุดปังเมื่อทศวรรษ เขาหวนคืนมาจับงานระห่ำชิ้นใหญ่ในรอบ 10 ปี อย่าง แกเร็ธ อีแวนส์ กับ Havoc ฝ่าหายนะครองเมือง ที่เป็นการกลับมาทำงานกับเน็ตฟลิกซ์อีกครั้ง มาพร้อมกับการละเลงวิสัยทัศน์ตามหลักสูตรหนังแอคชันระดับอหังการ ที่เชื่อว่าแฟน ๆ ของเขาจะต้องประทับใจแน่นอนวอล์คเกอร์ ตำรวจสายสืบที่กำลังเผชิญหน้ากับความบอบช้ำทางจิตใจยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ระหว่างที่ต่อสู้ฝ่าฟันกับโลกอาชญากรรมใต้ดินของเมืองใหญ่ที่แสนจะเละเทะ แต่เพียงไม่นานนัก เขาก็พบว่าตัวเขากำลังเป็นเป้าหมายล่าติดตามตัวของพวกคนชั่วแก๊งต่าง ๆ รวมทั้งเพื่อนตำรวจที่ไม่ไว้วางใจเขาด้วย และเพราะว่าต้องหาทางช่วยเหลือลูกชายนักการเมืองผู้ทรงอิทธิพลของเมือง ก็ทำให้เขาเข้าไปพัวพันกับการคอร์รัปชันและสมคบคิดมากมาย ไม่ต่างกับการประจัญหน้ากับปีศาจแห่งอดีตแกเร็ธ อีแวนส์ ก็คือผู้กำกับที่เคยแจ้งเกิดมาจากหนังแอคชันสุดระห่ำ The Raid ทั้ง 2 ภาค ที่กลายเป็นหนังบู๊นอกสายตาที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี และครั้งนี้เขาก็กลับมารับหน้าที่กำกับและเขียนบทหนังอีกเหมือนเคย พร้อมกับใส่ความดิบเถื่อนทางศาสตร์ศิลปะการต่อสู้ฝั่งเอเชียที่เขาหลงใหลเป็นอย่างดีในหนังเรื่องนีอีกครั้ง       ในแง่ขององค์ประกอบงานสร้าง แกเร็ธ รู้ดีว่าแฟน ๆ หนังของเขาต้องการจะเห็นและอยากดูอะไร ทำให้เขาทำการเซอร์วิสออกมาได้อย่างถึงอารมณ์ นี่คือหนังที่อัดไปด้วยฉากบู๊และการสาดกระสุนในชนิดที่เกือบจะหมดคลังแสง สะท้อนผ่านงานภาพและจังหวะหนังในลักษณะที่เขาช่ำชองเป็นอย่างดี เป็นการออกลีลาบู๊ที่กระฉูดไปด้วยเลือด โหดสุดขั้นแบบไม่ปราณีกระดูกสันหลังแต่กระนั้นในส่วนของโครงสร้างบทหนังของ Havoc อาจจะค่อนข้างไปในทิศทางที่ชวนเบื่อหน่ายไปหน่อย ในหนังเต็มไปด้วยคาแรกเตอร์และตัวละครเยอะมากมาย ในลักษณะที่มากเกินจำเป็น จนแทบไม่มีพื้นที่ให้ได้ลงรายละเอียดให้กับพวกเขาเลย แม้ว่าแต่ตัวละครพระเอกที่ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยมิติที่น่าค้นหา

 Journey 2 
หนัง

รีวิวหนัง Journey 2

Journey 2: The Mysterious Island พาผู้ชมดำดิ่งสู่การผจญภัยอันน่าตื่นเต้นในโลกที่เต็มไปด้วยสิ่งมหัศจรรย์และอันตราย ถือเป็นภาคต่อของ Journey to the Center of the Earth ที่ยังคงเอกลักษณ์ของภาพยนตร์แนวผจญภัยสำหรับครอบครัวไว้อย่างครบถ้วน เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ ฌอน แอนเดอร์สัน (รับบทโดย จอช ฮัทเชอร์สัน) พระเอกของเราในภาคแรก ได้รับสัญญาณขอความช่วยเหลือที่เข้ารหัสจากเกาะลึกลับที่ไม่เคยปรากฏบนแผนที่ใดๆ ด้วยความกระหายในการผจญภัยและหวังว่าจะได้พบคุณปู่ อเล็กซานเดอร์ แอนเดอร์สัน (รับบทโดย ไมเคิล เคน) ที่หายสาบสูญไป ฌอนจึงชักชวน แฮงค์ พาร์สันส์ (รับบทโดย ดเวย์น “เดอะร็อก” จอห์นสัน) พ่อเลี้ยงของเขาที่เพิ่งจะเข้ามาในชีวิตให้ร่วมเดินทางในภารกิจค้นหาครั้งนี้ การเดินทางของพวกเขาเริ่มต้นที่ปาเลาและต้องอาศัยเฮลิคอปเตอร์นำทางโดย กาบาโท (รับบทโดย หลุยส์ กุซมาน) และลูกสาวคนสวยของเขา ไคแลนี่ (รับบทโดย วาเนสซ่า ฮัดเจนส์) ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าเฮลิคอปเตอร์ การเดินทางที่เต็มไปด้วยอุปสรรคและพายุลูกใหญ่ทำให้เฮลิคอปเตอร์ของพวกเขาตกลงบนเกาะแห่งนั้น ทันทีที่เท้าสัมผัสพื้น พวกเขาก็พบว่าเกาะแห่งนี้คือสถานที่ที่ ฌูล แวร์น นักเขียนผู้ยิ่งใหญ่เคยจินตนาการไว้ในนวนิยายชื่อดังของเขา มันเป็นโลกที่กลับตาลปัตร สิ่งมีชีวิตตัวเล็กกลับกลายเป็นยักษ์ และสัตว์ตัวใหญ่กลับมีขนาดจิ๋ว ทุกอย่างดูเหมือนจะผิดหลักวิทยาศาสตร์ แต่กลับเต็มไปด้วยความงดงามและอันตรายในเวลาเดียวกัน ไมเคิล เคน ในบทคุณปู่ผู้รักการผจญภัยและการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ ถือเป็นตัวละครสำคัญที่เชื่อมโยงเรื่องราวทั้งหมดเข้าด้วยกัน บทบาทของเขาที่ผสมผสานความรู้ ความกล้าหาญ และความขบขันได้อย่างลงตัว ทำให้ตัวละครนี้มีเสน่ห์และน่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง ดเวย์น “เดอะร็อก” จอห์นสัน เข้ามาเติมเต็มบทบาทของพ่อเลี้ยงที่พยายามสร้างความสัมพันธ์กับลูกเลี้ยงได้อย่างน่ารัก การแสดงที่ผสมผสานความแข็งแกร่งและความอบอุ่นของเขา ทำให้ฉากครอบครัวมีความน่าเชื่อถือและเข้าถึงใจผู้ชมได้ง่าย ในขณะที่ วาเนสซ่า ฮัดเจนส์ และ จอช ฮัทเชอร์สัน ก็ยังคงเคมีที่เข้ากันได้ดีในฐานะคู่พระนางวัยรุ่นที่ต้องเผชิญอันตรายร่วมกัน ส่วน หลุยส์ กุซมาน ก็สร้างสีสันและความตลกขบขันให้กับเรื่องราวได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้บรรยากาศไม่เคร่งเครียดจนเกินไป จุดเด่นของ Journey 2 คือการใช้เทคนิคภาพยนตร์ที่ทันสมัย โดยเฉพาะ การนำเสนอแบบ 3 มิติ ที่ช่วยให้ภาพของเกาะลึกลับแห่งนี้ดูสมจริงและน่าตื่นตาตื่นใจยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ประหลาด ป่าทึบ หรือภูมิประเทศที่สวยงามตระการตา ทุกฉากล้วนถูกออกแบบมาเพื่อดึงดูดสายตาและสร้างประสบการณ์ที่ดื่มด่ำให้กับผู้ชมได้อย่างเต็มที่ ภาพยนตร์เรื่องนี้เต็มไปด้วยฉากแอ็กชันและฉากผจญภัยที่น่าตื่นเต้นตลอดทั้งเรื่อง ตั้งแต่การหนีจากสิ่งมีชีวิตขนาดยักษ์ การสำรวจถ้ำที่เต็มไปด้วยคริสตัล ไปจนถึงการตามหาวิธีที่จะออกจากเกาะก่อนที่มันจะจมหายไปในมหาสมุทร การผจญภัยที่ต่อเนื่องนี้ทำให้ผู้ชมไม่มีโอกาสได้เบื่อเลย โดยรวมแล้ว Journey 2: The Mysterious Island เป็น ภาพยนตร์ผจญภัย ที่สนุกสนาน ดูเพลิน และเหมาะสำหรับทุกคนในครอบครัว มันนำเสนอโลกแฟนตาซีที่น่าทึ่ง พร้อมด้วยทีมนักแสดงที่เข้าขากันอย่างลงตัว และฉากแอ็กชันที่ตื่นตาตื่นใจ หากคุณกำลังมองหาภาพยนตร์ที่จะพาคุณหลีกหนีจากโลกแห่งความเป็นจริงไปสู่การผจญภัยอันแสนอัศจรรย์ นี่คือตัวเลือกที่คุณไม่ควรพลาดครับ

หนัง

รีวิวภาพยนตร์เรื่อง Dune มหากาพย์ไซไฟสุดยิ่งใหญ่แห่งปี

ภาพยนตร์ Dune หรือชื่อภาษาไทยว่า “ดูน” คือภาพยนตร์ไซไฟฟอร์มยักษ์ที่สร้างจากนิยายชื่อดังของ Frank Herbert กำกับโดย Denis Villeneuve ผู้กำกับมากฝีมือที่เคยฝากผลงานไว้กับเรื่อง Arrival และ Blade Runner 2049 หนังเรื่องนี้ได้รับความคาดหวังอย่างสูงจากแฟน ๆ ทั่วโลกตั้งแต่ก่อนเข้าฉาย เพราะเนื้อเรื่องต้นฉบับขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในตำนานของนิยายไซไฟที่ยิ่งใหญ่และเข้าถึงยากที่สุดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์ เรื่องราวเล่าถึงโลกอนาคตที่จักรวาลถูกปกครองด้วยจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ โดยแต่ละตระกูลทรงอำนาจจะได้รับการแต่งตั้งให้ดูแลดาวเคราะห์ต่างๆ ดาวที่เป็นหัวใจสำคัญของเรื่องนี้คือ Arrakis หรือที่เรียกอีกชื่อว่า ดูน ดาวเคราะห์ทะเลทรายอันกว้างใหญ่ไร้ที่สิ้นสุด ที่ซึ่งเป็นแหล่งผลิต “Spice” สารล้ำค่าที่จำเป็นต่อการเดินทางในอวกาศและการคงอยู่ของจักรวาล ตัวเอกของเรื่องคือ Paul Atreides (รับบทโดย Timothée Chalamet) ทายาทแห่งตระกูล Atreides ที่ได้รับคำสั่งจากจักรพรรดิให้ย้ายไปปกครอง Arrakis ต่อจากตระกูล Harkonnen ซึ่งเป็นศัตรูคู่แค้น Paul ต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งจากสภาพแวดล้อมอันโหดร้าย การเมืองที่เต็มไปด้วยการทรยศหักหลัง และชะตากรรมลึกลับที่กำลังรอเขาอยู่ ในขณะเดียวกัน เขายังต้องค้นหาความจริงเกี่ยวกับพลังพิเศษที่เขามี และบทบาทสำคัญที่เขาอาจต้องแบกรับในอนาคต จุดเด่นที่สุดคือภาพและงานโปรดักชันที่ยิ่งใหญ่ตระการตา Denis Villeneuve ถ่ายทอดความยิ่งใหญ่ของดาว Arrakis

maxresdefault
หนัง

รีวิวภาพยนตร์เรื่อง Sound of Metal เสียงที่หายไปกับการค้นพบตัวเองใหม่

ภาพยนตร์ดราม่า Sound of Metal ที่เปี่ยมไปด้วยความลึกซึ้งและอารมณ์ความรู้สึก ที่จะพาผู้ชมไปสัมผัสกับประสบการณ์ของคนที่ต้องเผชิญกับการสูญเสียสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต… “เสียง” ผลงานกำกับโดย Darius Marder และนำแสดงโดย Riz Ahmed ในบทบาทที่ท้าทายและทรงพลังที่สุดบทหนึ่งในชีวิตนักแสดงของเขา เรื่องราวเริ่มต้นที่ รูเบน สโตน (รับบทโดย Riz Ahmed) อดีตมือกลองวงเมทัลคู่กับแฟนสาว ลู (Olivia Cooke) พวกเขาใช้ชีวิตอย่างอิสระอยู่บนรถบ้าน ท่องไปตามเมืองต่างๆ เพื่อแสดงดนตรีในคลับเล็กๆ รูเบนใช้ชีวิตอยู่กับเสียงจังหวะของกลอง ความเร้าใจของเสียงดนตรีและความสัมพันธ์กับลู แต่แล้วชีวิตของเขากลับเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน เมื่อเขาเริ่มสูญเสียการได้ยินทีละน้อย จนกระทั่งในที่สุดเขาก็แทบไม่ได้ยินอะไรเลย ความโกลาหลทางอารมณ์เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างชัดเจน ความกลัว ความโกรธ และความสับสน รูเบนไม่สามารถยอมรับความจริงนี้ได้ เขาพยายามหาทางรักษา ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดปลูกถ่ายประสาทหูเทียมที่มีค่าใช้จ่ายสูง หรือแม้แต่การดิ้นรนที่จะรักษาความสัมพันธ์กับลูเอาไว้ แต่สิ่งเหล่านั้นกลับทำให้เขาต้องเผชิญหน้ากับความจริงอีกครั้ง นั่นคือ…เขาต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตทั้งหมด หนึ่งในจุดเด่นของหนังเรื่องนี้ คือการถ่ายทอด “ประสบการณ์ของคนหูหนวก” ออกมาอย่างสมจริง ทีมงานเลือกใช้เทคนิคเสียงที่เรียกว่า sound design แบบเฉพาะ ทำให้ผู้ชมได้รับรู้ความเงียบ ความพร่าเบลอของเสียง และความอึดอัดแบบที่คนหูหนวกต้องเผชิญในชีวิตจริง ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ทรงพลังและกระทบใจคนดูอย่างมาก อีกหนึ่งองค์ประกอบที่ไม่พูดถึงไม่ได้

หนัง

รีวิวหนัง Fountain of Youth เมื่อท่านพ่อ กาย ริตชี มาลองทำหนังผจญภัยไปสุดหล้า

  เมื่อผู้กำกับยอดฝีมือ กาย ริตชี ที่สร้างหนังบู๊ก็เจ๋ง ทำหนังแฟนตาซีก็ปัง และล่าสุดได้รับมอบหมายโจทย์เป็นหนังผจญภัยไขปริศนาฟอร์มใหญ่มาให้ละเลงสร้าง เขาก็ไม่รีรอที่จะวาดลวดลายออกมาเป็น Fountain of Youth การผจญภัยสุดขอบโลกครั้งใหม่ ที่มาพร้อมกับดาราระดับซุปตาร์ตัวเป้งและทุนสร้างสูงปรี๊ด ที่อาจจะกลิ่นอายคล้าย ๆ กับหนังดังหลายเรื่องไปหน่อยก็ตามลุค กับ ชาร์ล็อตต์ สองพี่้น้องที่ต่างมีเส้นทางแยกกันไปคนละทิศทาง ได้หวนกลับมาร่วมมือกันอีกครั้ง เพื่อจุดเป้าหมายเดียวกันในการตามหาน้ำพุแห่งความเยาว์ที่เลื่องชื่อในตำนาน ด้วยการแกะเบาะแสมาจากข้อมูลทางประวัติศษสตร์ ออกเดินทางไปตามเส้นทางภารกิจที่ยิ่งใหญ่ บนเดิมพันความสำเร็จที่พลังอำนาจของน้ำพุศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้อาจจะมอบความเป็นอมตะให้กับพวกเขาเอาจริง ๆ แค่เริ่มต้นเปิดเรื่องขึ้นมาก็ซื้อใจคอหนังชาวไทยไปแล้ว เพราะออกสตาร์ทด้วยฉากโหมโรงในกรุงเทพฯ กับคลอไปด้วยเพลงดังอมตะ Bang Bang (My Baby Shot Me Down) ฉบับดัดแปลงเป็นคำร้องภาษาไทยทั้งหมด ก็ชวนกระตุ้นความสนใจได้ไม่น้อย Fountain of Youth เป็นหนังแอคชันผจญภัยสไตล์ตามหาขุมทรัพย์ ที่ทำให้เราเลี่ยงจะไม่นึกถึงหนังดัง ๆ อย่าง แฟรนไชส์ Indiana Jones, National Treasure หรือ Uncharted ไม่ได้ เพราะหนังดูจะมาในสูตรเดียวกันปฏิเสธไม่ได้เลยว่าหนังแนวบู๊ผจญภัยในศักราชนี้ค่อนข้างเป็นความท้าทายในการสร้างไม่น้อย ถึงแม้มันจะเป็นหนังที่สามารถไปตามสูตรสำเร็จแบบเดิม ๆ

Head Over Heels
หนัง

รีวิวหนัง Head Over Heels

ภาพยนตร์เรื่อง Head Over Heels ชื่อไทย: หัวใจเต้นรักไม่พักเลย ถือเป็นผลงานรอมคอมที่มอบความบันเทิงอย่างเรียบง่ายและดูเพลิน เหมาะสำหรับคอหนังที่กำลังมองหาเรื่องราวเบาๆ สบายๆ เพื่อผ่อนคลาย ด้วยพล็อตที่ไม่ได้ซับซ้อนมากนัก ทำให้ผู้ชมสามารถเข้าถึงและอินไปกับตัวละครได้อย่างไม่ยากเย็นนัก เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ อแมนด้า รับบทโดย โมนิก้า พ็อตเตอร์ สาวนักอนุรักษ์งานศิลปะที่ชีวิตกำลังรุ่งโรจน์ ต้องเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ เมื่อเธอพบว่าแฟนหนุ่มนอกใจ เธอตัดสินใจเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการย้ายเข้ามาอยู่กับเพื่อนสาวร่วมห้องอีกสี่คนในอพาร์ตเมนต์กลางเมืองแมนฮัตตัน ซึ่งแต่ละคนก็มีบุคลิกและอาชีพที่แตกต่างกันออกไป ทั้งหมดนี้เองที่ทำให้ชีวิตของอแมนด้าเริ่มมีสีสันและวุ่นวายปนเปไปพร้อมๆ กัน จุดหักเหที่แท้จริงมาถึงเมื่ออแมนด้าพบว่าเพื่อนบ้านหนุ่มห้องตรงข้ามอย่าง จิม วินสตัน รับบทโดย เฟรดดี้ พรินซ์ จูเนียร์ นายแบบหนุ่มสุดฮอต กำลังมีความสัมพันธ์กับหญิงสาวอีกคน ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้เธอเข้าใจผิดคิดว่าเขาเป็นฆาตกรที่ก่อคดีฆาตกรรมเพื่อนร่วมห้องของเธอ ด้วยความกระตือรือร้นและนิสัยที่อยากรู้อยากเห็น อแมนด้าจึงเริ่มสืบหาความจริงเกี่ยวกับจิม พร้อมกับเพื่อนๆ ร่วมห้องที่มาร่วมวงช่วยสืบด้วยอีกแรง ซึ่งนำไปสู่เรื่องราวอลเวง ชวนหัว และสถานการณ์ที่คาดไม่ถึงมากมาย สิ่งที่ทำให้ Head Over Heels มีเสน่ห์คือการผสมผสานระหว่างพล็อตโรแมนติกคอมเมดี้กับกลิ่นอายของภาพยนตร์สืบสวนสอบสวนแบบขำๆ ทำให้เรื่องราวมีมิติมากขึ้น ถึงแม้ว่าประเด็นฆาตกรรมจะไม่ได้ถูกนำเสนออย่างจริงจังนัก แต่ก็เป็นตัวขับเคลื่อนเรื่องราวให้เกิดสถานการณ์ชวนปวดหัวและสร้างเสียงหัวเราะให้กับผู้ชมได้เป็นอย่างดี ตัวละครแต่ละตัวมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น โดยเฉพาะกลุ่มเพื่อนสาวของอแมนด้า ที่เข้ามาช่วยสร้างสีสันและมุกตลกในเรื่องราวอยู่เสมอ เคมีระหว่างโมนิก้า พ็อตเตอร์และเฟรดดี้ พรินซ์ จูเนียร์ก็เป็นอีกหนึ่งส่วนที่ลงตัว ทำให้คนดูเชื่อในความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ พัฒนาจากความเข้าใจผิดกลายเป็นความรัก อย่างไรก็ตาม หากมองในแง่ของความซับซ้อนของพล็อตหรือความลึกซึ้งของตัวละคร Head Over Heels อาจไม่ใช่ภาพยนตร์ที่จะตราตรึงใจไปตลอดกาล แต่ด้วยจังหวะที่กระชับ ไม่ยืดเยื้อ และบรรยากาศที่สดใส ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นตัวเลือกที่ดีเยี่ยมสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ เหมาะสำหรับคืนวันหยุดที่อยากดูอะไรเบาๆ สนุกๆ โดยไม่ต้องคิดมาก ถือเป็นภาพยนตร์ที่ดูได้เรื่อยๆ ไม่น่าเบื่อ และมอบความสุขเล็กๆ น้อยๆ ให้กับผู้ชมได้อย่างแน่นอน

รีวิว หนัง How to Train Your Dragon (เขี้ยวกุด)
หนัง

รีวิว หนัง How to Train Your Dragon (เขี้ยวกุด)

รีวิวหนังไลฟ์แอ็คชั่นที่ถูกจับตามาตั้งแต่มีข่าวเริ่มการผลิตเลยก็ว่าได้ สำหรับภาพยนต์เรื่อง How to Train Your Dragon ฉบับคนแสดงที่  Universal Picture ได้ปล่อยตัวอย่างหนังออกมาให้แฟน ๆ ได้ตื่นตาตื่นใจกับโฉมแรกของ เขี้ยวกุด ในฉบับคนแสดงที่ดูตรงปกและจริงใจ เรียกได้ว่าใส่ใจทุกรายละเอียดของงานสร้างไม่ต่างจากฉบับแอนิเมชั่น หนัง อภินิหารไวกิ้ง พิชิตมังกร เป็นผลงานการกำกับและเขียนบทโดย ดีน เดอบลัวส์ (Dean DeBlois) จากแอนิเมชั่นฉบับไตรภาค เนื้อเรื่อง อภินิหารไวกิ้ง พิชิตมังกร เรียกได้ว่าเป็นการ รีวิวหนัง ที่มีการดำเนินเรื่องราว บนเกาะเบิร์ค ที่ซึ่งชาวไวกิ้งและมังกรเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันมาหลายชั่วอายุคน ฮิคคัพ หนุ่มน้อยลูกชายของ สโตอิค เดอะ วาสต์ หัวหน้าเผ่าผู้ยิ่งใหญ่ เขามีความคิดที่แตกต่างจากผู้อื่น และเขาก็ได้ท้าทายประเพณีที่สืบทอดกันมาหลายศตวรรษที่ว่าการต่อสู้กับมังกรคือวิถีแห่งชีวิตผู้คนบนเกาะแห่งนี้ เมื่อเขาได้เป็นเพื่อนกับ เขี้ยวกุด (Toothless) มังกรเพลิงนิลผู้น่าเกรงขาม ซึ่งความสัมพันธ์ที่ไม่คาดคิดนี้เปิดเผยถึงธรรมชาติที่แท้จริงของมังกรที่ท้าทายความเชื่อของสังคมไวกิ้ง โดยมี แอสทริด และ ก็อบเบอร์ ช่างตีเหล็กสุดเก๋า อยู่เคียงข้าง ฮิคคัพ เผชิญหน้ากับโลกที่เต็มไปด้วยความกลัวและความเข้าใจผิด ในขณะเดียวกัน

บ้านเวทมนตร์และนาฬิกาอาถรรพ์
หนัง

รีวิวหนัง บ้านเวทมนตร์และนาฬิกาอาถรรพ์

บ้านเวทมนตร์และนาฬิกาอาถรรพ์ หรือในชื่อภาษาอังกฤษว่า “The House with a Clock in Its Walls” คือภาพยนตร์แนวแฟนตาซีผจญภัยที่พาผู้ชมดำดิ่งสู่โลกแห่งเวทมนตร์ ความลึกลับ และความตลกขบขันได้อย่างน่าสนใจ โดยสร้างมาจากนวนิยายเยาวชนอันโด่งดังของ John Bellairs และกำกับโดย Eli Roth ผู้ซึ่งมักจะสร้างสรรค์ผลงานแนวสยองขวัญ ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้มีกลิ่นอายเฉพาะตัวที่แตกต่างออกไปจากแนวทางปกติของเขา แต่ก็ยังคงเสน่ห์และความบันเทิงไว้อย่างเต็มเปี่ยม เรื่องราวของเด็กชายผู้โดดเดี่ยวกับโลกเวทมนตร์ที่ไม่คาดฝันเรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ ลูอิส บาร์นาเวลต์ (แสดงโดย Owen Vaccaro) เด็กชายกำพร้าวัย 10 ขวบ ต้องย้ายมาอยู่กับ คุณลุงโจนาธาน (แสดงโดย Jack Black) เพียงลำพังในคฤหาสน์เก่าแก่หลังใหญ่ ณ เมืองมิชิแกน คฤหาสน์แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงบ้านธรรมดา แต่เต็มไปด้วยความลึกลับและของวิเศษมากมาย เนื่องจากคุณลุงโจนาธานนั้นแท้จริงแล้วคือ นักเวท และเพื่อนบ้านคนสนิทอย่าง ฟลอเรนซ์ ซิมเมอร์แมน (แสดงโดย Cate Blanchett) ก็เป็น แม่มด ผู้ทรงพลัง เมื่อลูอิสได้เข้ามาใช้ชีวิตในบ้านหลังนี้ เขาก็ได้ค้นพบความลับที่น่าตกตะลึง นั่นคือมี นาฬิกาปริศนา ซ่อนอยู่ภายในกำแพงของบ้าน ซึ่งนาฬิกาเรือนนี้ถูกสร้างขึ้นโดยอดีตเจ้าของบ้านผู้ชั่วร้ายและมีพลังอำนาจที่จะนำมาซึ่งหายนะครั้งใหญ่ ลูอิสและคุณลุงโจนาธาน รวมถึงฟลอเรนซ์ จึงต้องร่วมมือกันไขปริศนาของนาฬิกาเรือนนี้ และหยุดยั้งหายนะที่กำลังคืบคลานเข้ามา การแสดงอันยอดเยี่ยมและเคมีที่ลงตัวหนึ่งในจุดแข็งที่โดดเด่นของภาพยนตร์เรื่อง บ้านเวทมนตร์และนาฬิกาอาถรรพ์ นี้คือการรวมตัวกันของนักแสดงมากฝีมืออย่าง Jack Black และ Cate Blanchett ทั้งคู่สามารถสร้างเคมีที่เข้าขาและน่าประทับใจ Jack Black สวมบทบาทคุณลุงโจนาธานได้อย่างเป็นธรรมชาติ ด้วยอารมณ์ขันที่เป็นเอกลักษณ์และเสน่ห์เฉพาะตัว ส่วน Cate Blanchett ก็ถ่ายทอดบทบาทแม่มดฟลอเรนซ์ได้อย่างสง่างาม ทรงพลัง และมีชั้นเชิงทางการแสดงที่ยอดเยี่ยม ทำให้ตัวละครของเธอมีความน่าเกรงขามแต่ก็เปี่ยมไปด้วยความอบอุ่นในขณะเดียวกัน ด้าน Owen Vaccaro ในบทบาทของลูอิสเองก็แสดงได้อย่างน่าเชื่อถือและเป็นตัวละครที่ผู้ชมสามารถเอาใจช่วยได้ง่าย การปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวละครเหล่านี้ทำให้เรื่องราวมีชีวิตชีวาและเต็มไปด้วยมิติ บรรยากาศ แฟนตาซีผสมกลิ่นอายโกธิค ภาพยนตร์ประสบความสำเร็จในการสร้างบรรยากาศของคฤหาสน์เวทมนตร์ได้อย่างน่าทึ่ง มีความลึกลับและมืดมนเล็กน้อยตามสไตล์โกธิค แต่ก็ยังคงความสนุกสนานและแฟนตาซีเอาไว้ได้อย่างไม่ลดเลือน งานสร้างและฉากต่างๆ ถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถันและสร้างสรรค์ ทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนได้ก้าวเข้าไปในโลกเวทมนตร์จริงๆ นอกจากนี้ ภาพยนตร์ยังสอดแทรกความตลกขบขันและสถานการณ์ชวนหัวที่เรียกเสียงหัวเราะได้เป็นระยะ โดยเฉพาะจากตัวละครของ Jack Black ที่เป็นเหมือนตัวขับเคลื่อนอารมณ์ขันของเรื่อง ความบันเทิงสำหรับทุกคนในครอบครัวแม้จะมีองค์ประกอบของความลึกลับ สัตว์ประหลาด และสถานการณ์ที่อาจดูน่ากลัวเล็กน้อยสำหรับเด็กเล็ก แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ยังคงรักษาโทนเรื่องให้เหมาะสมกับผู้ชมทุกวัย โดยถูกจัดเรต PG ทำให้เป็นภาพยนตร์ที่เหมาะสำหรับทุกคนในครอบครัวที่จะเพลิดเพลินไปด้วยกัน ไม่เพียงแค่ความบันเทิง แต่ภาพยนตร์ยังแฝงข้อคิดดีๆ เกี่ยวกับความสำคัญของครอบครัว มิตรภาพ การยอมรับในความแตกต่างของผู้อื่น และการค้นพบคุณค่าในตัวเอง ถือเป็นภาพยนตร์แนวแฟนตาซีที่มอบความสุข ความตื่นเต้น และข้อคิดดีๆ ได้อย่างครบครัน เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบเรื่องราวเวทมนตร์และการผจญภัยในโลกที่เหนือจินตนาการมีอะไรอีกไหมที่คุณอยากรู้เกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องนี้?

Scroll to Top