- ผู้พัฒนา: Ape Inc. และ HAL Laboratory
- โปรดิวเซอร์/ผู้เขียนบท: Shigesato Itoi (นักเขียนชื่อดังชาวญี่ปุ่น)
- แพลตฟอร์ม: Super NES (ปัจจุบันสามารถเล่นได้บน Nintendo Switch Online)
- สตูดิโอ: Nintendo
เมื่ออุกกาบาตตกลงมา พร้อมภารกิจกู้โลกของเด็กข้างบ้าน
EarthBound เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในคืนที่เงียบสงบ ณ เมือง Onett เด็กชายตัวน้อยนามว่า Ness (เนส) ถูกปลุกขึ้นมาด้วยเสียงระเบิดกัมปนาทจากอุกกาบาตที่ตกลงมาหลังบ้าน แต่สิ่งที่เขาพบไม่ใช่แค่ก้อนหินอวกาศ แต่มันคือ Buzz Buzz สิ่งมีชีวิตคล้ายแมลงที่เดินทางมาจากอนาคตเพื่อเตือนว่า โลกกำลังจะถูกทำลายโดยจอมมารผู้ชั่วร้ายนามว่า Giygas
Ness ถูกเลือกให้เป็นผู้กอบกู้โลก เขาต้องออกเดินทางไปทั่วโลกเพื่อรวบรวม “ทำนองเพลงทั้ง 8” (Eight Melodies) ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ พร้อมกับเพื่อนร่วมทางอีก 3 คนที่มีความสามารถต่างกันไป เพื่อหยุดยั้งความบ้าคลั่งที่กำลังครอบงำจิตใจของผู้คนและสัตว์โลกให้กลายเป็นปีศาจ!

ความน่าสนใจที่ทำให้ EarthBound “ไม่เหมือนใคร”
- เซตติ้งโลกสมัยใหม่ที่ดูเป็นมิตรแต่แฝงความประหลาด
ในขณะที่ เกม RPG ยุคนั้นวนเวียนอยู่กับอัศวิน มังกร และเวทมนตร์ EarthBound กลับเลือกใช้โลกสมัยใหม่ (ยุค 90s) ตัวเอกใช้ ไม้เบสบอล เป็นอาวุธ ใช้ โยโย่ แทนธนู และใช้พลังจิต (PSI) แทนเวทมนตร์ คุณจะไม่ได้สู้กับก็อบลิน แต่จะสู้กับ ถังขยะเดินได้, สุนัขหน้าดุ, หรือแม้แต่กลุ่มลัทธิประหลาดที่ชอบสีฟ้า ความกาวและอารมณ์ขันร้ายๆ แบบนี้แหละที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
- ระบบการต่อสู้ “Rolling Health” สุดระทึก
หนึ่งในนวัตกรรมที่ยอดเยี่ยมที่สุดของเกมคือแถบพลังชีวิต (HP) ที่ไม่ได้ลดฮวบทีเดียว แต่จะค่อยๆ “หมุนลง” เหมือนหน้าปัดตัวเลขของตู้สล็อต หมายความว่าถ้าคุณโดนโจมตีปางตาย แต่คุณสามารถใส่คำสั่งฮีลหรือจบการต่อสู้ได้ทันก่อนที่ตัวเลขจะหมุนไปถึงเลข 0 ตัวละครของคุณก็จะไม่ตาย! ระบบนี้ทำให้การสู้บอสในเกมนี้ลุ้นระทึกกว่าเกมไหนๆ
- ดนตรีประกอบที่เป็นมากกว่าแค่เพลงพื้นหลัง
ดนตรีใน คือจิตวิญญาณของเกม มันมีความหลากหลายตั้งแต่วงดนตรีร็อก, ดนตรีแจ๊ส, ไปจนถึงเสียงซินธ์ประหลาดๆ ที่ชวนให้รู้สึกหลอนและกดดัน ดนตรีแต่ละฉากช่วยขับเน้นอารมณ์ของเมืองและสถานการณ์ได้อย่างน่าอัศจรรย์
หัวข้อย่อยเจาะลึก: ทำไมถึงยัง “ทันสมัย” ในปี 2026?
- การจิกกัดสังคมและมุมมองของผู้ใหญ่ผ่านสายตาเด็ก
Shigesato Itoi ผู้สร้างเกมนี้คือนักเขียนโฆษณาและนักคิดชั้นครู เขาใส่ประเด็นการเสียดสีสังคมลงไปในเกมอย่างแนบเนียน ทั้งเรื่องนักการเมืองคอรัปชั่น, ระบบทุนนิยม, หรือแม้แต่ความเหงาของผู้ใหญ่ ผ่านบทสนทนาที่ดูเหมือนจะตลกแต่กลับซ่อนปรัชญาชีวิตไว้ลึกๆ ทำให้ผู้ใหญ่ที่กลับมาเล่นเกมนี้จะได้รับข้อความที่ต่างไปจากตอนเป็นเด็ก
- การเดินทางที่ไม่โดดเดี่ยว: ความผูกพันของมิตรภาพ
ตลอดการเดินทาง Ness ไม่ได้สู้เพียงลำพัง เขาได้พบกับ Paula สาวน้อยพลังจิต, Jeff อัจฉริยะนักประดิษฐ์ที่ใช้ปืน, และ Poo เจ้าชายนักบู๊จากตะวันออก ความสัมพันธ์ของเด็กทั้ง 4 คนที่ต้องแบกรับชะตากรรมของโลกไว้บนบ่า ถูกเล่าออกมาได้อย่างอบอุ่นหัวใจ โดยเฉพาะระบบ “คิดถึงบ้าน” (Homesick) ที่ Ness จะเก่งน้อยลงถ้าไม่โทรศัพท์กลับไปหาแม่ เป็นกิมมิคเล็กๆ ที่ทำให้ตัวละครดูมีเนื้อมีหนังจริงๆ
- ฉากจบและบอสใหญ่ที่กลายเป็นตำนาน
เราจะไม่สปอยล์ แต่บอกได้คำเดียวว่าการต่อสู้กับบอสใหญ่ Giygas คือหนึ่งในฉากที่ “หลอน” และ “ลึกซึ้ง” ที่สุดในประวัติศาสตร์วิดีโอเกม มันก้าวข้ามขีดจำกัดของเกม RPG ทั่วไป และกลายเป็นบทเรียนสำคัญว่า บางครั้ง “ความรัก” และ “คำอธิษฐาน” ก็คืออาวุธที่ทรงพลังที่สุดยิ่งกว่าอาวุธชิ้นไหนๆ
บทสรุป: เกมที่คุณควรเล่นก่อนตาย
อาจไม่ใช่เกมที่มีภาพกราฟิกอลังการ แต่มันคือเกมที่มี “หัวใจ” ยิ่งใหญ่ที่สุดเกมหนึ่ง ความเรียบง่ายที่ซ่อนความซับซ้อน อารมณ์ขันที่มาพร้อมกับน้ำตา และความแปลกที่ไม่ซ้ำใคร ทำให้มันเป็นประสบการณ์ที่หาจากที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว
ถ้าคุณเบื่อสูตรสำเร็จที่ต้องไปกู้โลกด้วยดาบศักดิ์สิทธิ์ ลองหยิบไม้เบสบอลแล้วออกไปผจญภัยกับ Ness ดูครับ แล้วคุณจะรู้ว่าทำไมโลกใบนี้ถึงตกหลุมรักเด็กชายในหมวกแก๊ปคนนี้มานานกว่า 30 ปี!
สรุปคะแนน: 10/10 (Masterpiece ที่ไม่มีวันตาย)




