Super Mario Bros. 3

Super Mario Bros. 3

 

  • ผู้สร้าง/สตูดิโอ: Nintendo EAD (กำกับโดย Shigeru Miyamoto และ Takashi Tezuka)
  • แพลตฟอร์มแรก: Famicom / NES (ค.ศ. 1988)
  • ประเภท: 2D Platformer

เรื่องย่อ: เมื่อ Bowser กลับมาพร้อม “ลูกสมุนทั้งเจ็ด”

Super Mario Bros. 3 ในภาคนี้ ราชาคุปป้า หรือ Bowser ไม่ได้มาคนเดียวอีกต่อไป แต่มันส่งลูกๆ ทั้ง 7 คนที่รู้จักกันในชื่อ “Koopalings” ไปบุกยึดอาณาจักรต่างๆ ในโลกเห็ด (Mushroom World) โดยพวกมันขโมยคทาวิเศษจากราชาของแต่ละดินแดนและสาปพวกเขาให้กลายเป็นสัตว์!

ภารกิจของ มาริโอ้ (Mario) และ ลุยจิ (Luigi) จึงเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง ทั้งคู่ต้องเดินทางผ่าน 8 อาณาจักรที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพื่อชิงคทาวิเศษคืนมา ช่วยเหลือเหล่าราชา และแน่นอน… ช่วยเจ้าหญิงพีชที่ถูกลักพาตัวไป (อีกแล้ว!)

ความน่าสนใจที่ทำให้ Super Mario Bros. 3 กลายเป็นตำนาน

สิ่งที่ทำให้ภาคนี้ “ว้าว” กว่าภาคก่อนหน้าแบบก้าวกระโดด คือการใส่ระบบ World Map เข้ามาเป็นครั้งแรกครับ เราไม่ได้แค่กดเล่นด่าน 1-1 ไป 1-2 แบบเส้นตรงอีกต่อไป แต่เราสามารถเลือกเดินบนแผนที่ เลือกด่านที่จะเล่น หรือแม้แต่เข้าไปเล่นมินิเกมเพื่อสะสมไอเทมได้ ความรู้สึกในตอนนั้นเหมือนเราได้ออกผจญภัยในโลกที่กว้างใหญ่จริงๆ

นอกจากนี้ เรื่องของ “ชุดแปลงร่าง” คือทีเด็ดที่ทำให้แฟนเกมทั่วโลกคลั่งไคล้ โดยเฉพาะ ชุดใบไม้ (Tanooki Suit) ที่ทำให้มาริโอ้มีหาง บินได้ และฟาดศัตรูได้ ซึ่งมันเปลี่ยนเกมเพลย์จากเดิมที่แค่กระโดดเหยียบ ให้กลายเป็นเกมที่มีมิติการสำรวจทั้งแนวตั้งและแนวนอนอย่างน่าอัศจรรย์

Super Mario Bros. 3

ทำไมเกมปี 1988 ถึงยังน่าเล่นในวันนี้?

  • 8 อาณาจักร 8 สไตล์ ไม่มีคำว่าซ้ำซาก

ความฉลาดของ Nintendo ในภาคนี้คือการออกแบบ World ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบสุดๆ เช่น:

  • Giant Land (World 4): ที่ทุกอย่างในฉาก ทั้งศัตรูและบล็อก จะมีขนาดใหญ่ยักษ์กว่ามาริโอ้หลายเท่า
  • Water Land (World 3): ด่านใต้น้ำที่ท้าทายการควบคุม
  • Pipe Maze (World 7): เขาวงกตท่อที่ต้องใช้ไหวพริบในการหาทางออก

ความหลากหลายนี้เองที่ทำให้เรา “อยากรู้” เสมอว่าโลกถัดไปจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร

  • คลังแสงไอเทมที่ล้ำสมัยที่สุดในยุคนั้น

ไม่ใช่แค่ดอกไม้ไฟหรือเห็ดขยายร่างอีกต่อไป แต่ในภาค 3 คุณจะได้เจอ:

  • Frog Suit: ชุดกบที่ทำให้ว่ายน้ำได้อย่างอิสระ (แม้จะเดินบนบกต้วมเตี้ยมไปหน่อย)
  • Hammer Bros. Suit: ชุดที่ให้คุณปาค้อนสู้กับศัตรูได้ทุกตัว
  • P-Wing: ไอเทมสุดโกงที่ทำให้บินได้ตลอดทั้งด่าน!

ระบบ “ช่องเก็บไอเทม” บนหน้าแผนที่ยังช่วยให้เราวางแผนได้ว่า ด่านยากๆ แบบนี้ ควรจะหยิบไอเทมไหนมาใช้ดี ทำให้เกมมีความเป็นกลยุทธ์ (Strategy) แฝงอยู่ด้วย

  • ความลับที่ซ่อนอยู่ (Secrets & Easter Eggs)

เสน่ห์อีกอย่างคือ “นกหวีดวิเศษ” (Warp Whistle) ที่จะพาเราข้าม World ได้ ซึ่งซ่อนอยู่ในจุดที่เราคาดไม่ถึง (เช่น การก้มลงบนบล็อกสีขาวจนตัวจมลงไปข้างหลังฉาก) การค้นหาความลับเหล่านี้ในยุคที่ไม่มีอินเทอร์เน็ต คือบทสนทนาสุดฮิตในโรงเรียนที่ทำให้เกมนี้ถูกพูดถึงอยู่ตลอดเวลา

  • งานศิลป์และเสียงเพลงที่ติดหู

แม้จะเป็นกราฟิก 8-bit แต่ความละเอียดของ Sprite ตัวละครนั้นดูนุ่มนวลและมีชีวิตชีวามาก ตัวมาริโอ้มีท่าทางที่ลื่นไหล ผสมผสานกับดนตรีประกอบจากฝีมือของ Koji Kondo ที่แต่งเพลงออกมาได้ติดหูจนเราต้องฮัมตามไปตลอดการเล่น

บทสรุป: รากฐานของความสนุกที่ไม่ล้าสมัย

คือจุดสูงสุดของเครื่องเกมยุค 8-bit มันคือผลงานศิลปะที่พิสูจน์ว่า “กราฟิกไม่ใช่ทุกอย่าง” เพราะหัวใจสำคัญคือการออกแบบด่านที่ยอดเยี่ยม และการมอบพลังวิเศษให้ผู้เล่นได้สร้างสรรค์วิธีการเล่นของตัวเอง

ไม่ว่าคุณจะเป็นเกมเมอร์รุ่นเก๋าที่อยากรำลึกความหลัง หรือเกมเมอร์รุ่นใหม่ที่อยากศึกษาประวัติศาสตร์เกม นี่คือเกมที่คุณ “ต้อง” เล่นสักครั้งในชีวิตครับ เพราะความสนุกของมันคือความสนุกแบบ อนันต์นิรันดร์กาล จริงๆ

คะแนนรีวิว: 10/10 (Masterpiece แบบไม่มีข้อโต้แย้ง)

Scroll to Top