แนวดราม่ากฎหมายที่สร้างจากเหตุการณ์จริงในประวัติศาสตร์อเมริกา The Trial of the Chicago 7 โดยเนื้อหาว่าด้วยการพิจารณาคดีของกลุ่มผู้ประท้วงสงครามเวียดนาม 7 คน ซึ่งถูกตั้งข้อหาสมคบคิดและยุยงให้เกิดการจลาจลระหว่างการชุมนุมใหญ่ในปี 1968 ที่เมืองชิคาโก ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับและเขียนบทโดย Aaron Sorkin ผู้มีชื่อเสียงในด้านการเขียนบทที่เฉียบคม เต็มไปด้วยบทสนทนาที่ลื่นไหลและทรงพลัง
ตัวหนังพาเราย้อนกลับไปในช่วงที่สหรัฐฯ กำลังสั่นคลอนด้วยความขัดแย้งทางการเมืองและสังคม จากสงครามเวียดนาม การลุกฮือของคนรุ่นใหม่ และความไม่ไว้วางใจต่อรัฐบาล กลุ่ม Chicago 7 ซึ่งประกอบด้วยนักกิจกรรมที่มีอุดมการณ์ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็น Abbie Hoffman (แสดงโดย Sacha Baron Cohen) ผู้นำสายฮิปปี้จอมกวน, Tom Hayden (Eddie Redmayne) จากกลุ่มนักศึกษา SDS, David Dellinger, Jerry Rubin และคนอื่นๆ พวกเขาทั้งหมดถูกนำตัวขึ้นศาลในคดีที่ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือทางการเมืองของรัฐบาล
หนึ่งในจุดเด่นของภาพยนตร์คือการนำเสนอความแตกต่างของตัวละครแต่ละคน ซึ่งมีทั้งความขัดแย้งและการร่วมมืออยู่ตลอดการดำเนินคดี แม้จะมีเป้าหมายร่วมคือ “เรียกร้องความยุติธรรม” แต่แนวทาง ความคิด และบุคลิกของแต่ละคนกลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง สิ่งนี้ทำให้การดำเนินเรื่องมีมิติและความลึกมากขึ้น การโต้เถียงกันระหว่างตัวละครในห้องประชุม การปะทะกันกับระบบศาล และการเผชิญหน้ากับอำนาจรัฐ ล้วนสะท้อนถึงความสั่นคลอนในสังคมยุคนั้นได้อย่างชัดเจน
การแสดงของนักแสดงหลักน่าประทับใจ โดยเฉพาะ Sacha Baron Cohen ที่สลัดบทตลกในแบบ Borat มาเป็น Abbie Hoffman นักเคลื่อนไหวที่เต็มไปด้วยความเฉลียวฉลาด ความกล้าหาญ และอารมณ์ขันแบบเสียดสี ในขณะเดียวกัน Eddie Redmayne ก็ถ่ายทอดบทของ Tom Hayden ได้อย่างหนักแน่นและเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น สะท้อนถึงมุมมองของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศผ่านสันติวิธี
บรรยากาศของภาพยนตร์ถูกถ่ายทอดด้วยโทนสีและการจัดฉากที่สมจริง ชวนให้ผู้ชมรู้สึกร่วมไปกับความกดดันและความร้อนแรงของเหตุการณ์ในยุค 60s โดยเฉพาะฉากในศาล ซึ่งเป็นหัวใจของเรื่อง ถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างเข้มข้น สะท้อนถึงความไม่เท่าเทียมและความอยุติธรรมได้อย่างลึกซึ้ง นอกจากนี้ หนังยังตั้งคำถามสำคัญเกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงออก เสรีภาพในการชุมนุม และบทบาทของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย มันไม่ใช่แค่การเล่าเรื่องของ “คดี” แต่คือการถ่ายทอดอุดมการณ์ของคนที่ลุกขึ้นมาเผชิญหน้ากับรัฐ แม้จะต้องแลกด้วยอิสรภาพและชื่อเสียง
เป็นมากกว่าหนังว่าความมันคือบทเรียนทางประวัติศาสตร์ที่ยังคงร่วมสมัย เป็นการเตือนใจว่า แม้เวลาจะผ่านไป เสียงของประชาชนก็ไม่ควรถูกปิดปาก และความยุติธรรมไม่ควรถูกผูกขาดโดยผู้มีอำนาจ หนังเรื่องนี้ไม่ได้ให้คำตอบแบบตายตัว แต่กระตุ้นให้ผู้ชมตั้งคำถามกับสิ่งที่เรียกว่า “ความยุติธรรม” ในระบบที่อาจไม่ยุติธรรมเสียเอง
สรุปได้ว่า The Trial of the Chicago 7 คือ หนังแนวดราม่า คือผลงานคุณภาพที่คมคายทั้งบทภาพยนตร์ การแสดง และเนื้อหา เต็มไปด้วยพลังทางสังคมและการเมืองที่สะท้อนถึงความกล้าหาญของผู้คนที่ยืนหยัดเพื่อความถูกต้อง ใครที่ชอบหนังว่าความแนวเข้มข้น หนังที่ตั้งคำถามต่ออำนาจรัฐ หรืออยากเข้าใจประวัติศาสตร์อเมริกันในแง่มุมของ “การต่อต้าน” นี่คือหนังที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง