Wuthering Heights

รีวิวหนัง “Wuthering Heights วัทเตอริ่ง ไฮต์ส”

รีวิว Wuthering Heights รักรุนแรง แค้นฝังหุ่น และความมืดมนบนทุ่งหญ้ามัวร์ หากคุณกำลังมองหาหนังรักที่ “หวานหยาดเยิ้ม” ขอให้ข้ามเรื่องนี้ไปได้เลยครับ! เพราะ  (หรือชื่อไทยคือ ต้นรักดอกโศก หรือ วิมานรักพยาบาท) คือตำนานความรักที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวของความแค้น ความลุ่มหลงที่กัดกินหัวใจ และบรรยากาศสุดอึมครึมที่ติดตาตรึงใจผู้ชมมาทุกยุคทุกสมัย

ข้อมูลเบื้องต้น: จากวรรณกรรมคลาสสิกสู่จอเงิน

  • บทประพันธ์โดย: เอมิลี บรอนเต (Emily Brontë)
  • เวอร์ชันแนะนำ: เรื่องนี้ถูกสร้างหลายรอบมาก แต่ที่โดดเด่นคือเวอร์ชันปี 1992 (นำแสดงโดย Ralph Fiennes), ปี 2009 (ฉบับมินิซีรีส์ Tom Hardy) และปี 2011 (กำกับโดย Andrea Arnold ที่เน้นงานภาพสุดอาร์ต)
  • แนวหนัง: Period Drama, Romance, Tragedy

เรื่องย่อ: เมื่อความรักถูกพราก ความพยาบาทจึงเริ่มต้น

เรื่องราวเริ่มต้นที่คฤหาสน์ ท่ามกลางทุ่งหญ้ามัวร์ที่ลมพัดแรงในอังกฤษ เมื่อคุณชายเอิร์นชอว์ รับเอาเด็กกำพร้าผิวเข้มชื่อ “ฮีธคลิฟฟ์” (Heathcliff) มาเลี้ยงดูเหมือนลูกคนหนึ่ง เขาเติบโตมาพร้อมกับ “แคทเธอรีน” (Catherine) ลูกสาวเจ้าของบ้าน ทั้งคู่มีความผูกพันกันอย่างลึกซึ้งจนกลายเป็นความรักที่แทบจะเป็นเนื้อเดียวกันแต่ความสุขนั้นสั้นนัก เมื่อพ่อของแคทเธอรีนเสียชีวิต ฮีธคลิฟฟ์ก็ถูกพี่ชายของแคทเธอรีนกดขี่ให้เป็นเพียงคนรับใช้ชั้นต่ำ และจุดแตกหักก็มาถึงเมื่อแคทเธอรีนตัดสินใจแต่งงานกับ เอ็ดการ์ ลินตัน ชายหนุ่มผู้ร่ำรวยและมีชาติตระกูล เพียงเพราะต้องการรักษาฐานะทางสังคมฮีธคลิฟฟ์หายตัวไปหลายปี และกลับมาอีกครั้งในฐานะเศรษฐีผู้มั่งคั่ง แต่หัวใจของเขาไม่ได้กลับมาเพื่อรื้อฟื้นความหลัง… เขามาเพื่อ “ทำลาย” ทุกคนที่มีส่วนทำให้เขาต้องเจ็บปวด!

Wuthering Heights

5 เหตุผลที่ทำไมคุณต้องดู Wuthering Heights

  1. ความรักที่ไม่ใช่สีชมพู แต่เป็น “สีเทาเข้ม”

หนังเรื่องนี้ฉีกกฎหนังรักพล็อตตลาดทิ้งทั้งหมด มันแสดงให้เห็นว่าความรักเมื่อบวกกับความแค้นมันน่ากลัวแค่ไหน ฮีธคลิฟฟ์ไม่ใช่พระเอกแสนดี แต่เป็นตัวเอกที่เต็มไปด้วยบาดแผลและพร้อมจะเผาทุกอย่างให้เป็นจลเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ

  1. บรรยากาศ “ทุ่งหญ้ามัวร์” ที่เป็นตัวละครหลัก

ไม่ว่าคุณจะดูเวอร์ชันไหน สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือสภาพแวดล้อม ทุ่งหญ้าที่ดูอ้างว้าง ลมพัดแรง และหมอกหนา บรรยากาศเหล่านี้สะท้อนถึงอารมณ์ของตัวละครที่แปรปรวนและโดดเดี่ยว ทำให้เราอินไปกับความอึดอัดของตัวละครได้ไม่ยาก

  1. การแสดงที่ทรงพลัง

โดยเฉพาะบทของ ฮีธคลิฟฟ์ ที่นักแสดงหลายคนฝากฝีมือไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม การต้องถ่ายทอดความรักสุดหัวใจที่เปลี่ยนเป็นความเกลียดชังสุดขีด เป็นบทพิสูจน์ฝีมือที่ทำให้คนดูทั้งเกลียดและสงสารไปพร้อมๆ กัน

  1. สะท้อนความโหดร้ายของ “ชนชั้น”

หนังไม่ได้เล่าแค่เรื่องรัก แต่วิพากษ์วิจารณ์สังคมอังกฤษในยุคนั้นอย่างรุนแรง การที่คนคนหนึ่งจะถูกยอมรับหรือถูกเหยียดหยามเพียงเพราะ “ที่มา” หรือ “สีผิว” เป็นประเด็นที่ยังคงทันสมัยและกระแทกใจผู้คนเสมอ

  1. บทสรุปที่ตราตรึง (และหลอน)

ขึ้นชื่อเรื่องตอนจบที่แฝงไปด้วยความรู้สึกกึ่งวิญญาณและความเชื่อ ความรักที่ก้าวข้ามความตายไปสู่อีกมิติหนึ่ง เป็นฉากจบที่ทำให้คนดูต้องนั่งนิ่งๆ หลังหนังจบเพื่อตกตะกอนความคิด

เจาะลึกความน่าสนใจ: ความเป็น “Gothic Romance” ที่หาตัวจับยาก

สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้ต่างจาก Pride and Prejudice ของเจน ออสเตน คือความ “ดิบ” ครับ ถ้างานของออสเตนคือจิบน้ำชาในสวนสวย งานของบรอนเตใน Wuthering Heights ก็คือการยืนตากฝนอยู่บนหน้าผาความน่าติดตามมันอยู่ที่ “วงจรความแค้น” ที่ส่งต่อไปยังรุ่นลูก หนังแสดงให้เห็นว่าความผิดพลาดของผู้ใหญ่ในรุ่นก่อน ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคนรุ่นหลังอย่างไร และสุดท้ายแล้วจะมีใครไหมที่สามารถตัดวงจรนี้ได้ด้วยความรักที่แท้จริง

บทสรุปจากผู้เขียน

วัทเตอริ่ง ไฮต์ส  ไม่ใช่หนังที่ดูแล้วจะรู้สึกฟีลกู๊ด แต่มันคือหนังที่จะทำให้คุณเข้าใจคำว่า “รักจนคลั่ง” ได้ดีที่สุดเรื่องหนึ่ง ถ้าคุณชอบงานภาพสวยๆ บทพูดที่คมคาย และพล็อตเรื่องที่คาดเดาใจตัวละครยาก นี่คือหนังคลาสสิกที่คุณควรหามาดูสักครั้งในชีวิตครับ

คะแนนความน่าดู: ⭐⭐⭐⭐⭐ (5/5 สำหรับสายดราม่าเข้มข้น)

คุณอยากให้ผมช่วยเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างเวอร์ชันปี 1992 และปี 2011 เพิ่มเติมไหมครับ เพื่อประกอบการตัดสินใจก่อนเลือกชม?

 

Scroll to Top