จารชนโอปป้า รั่วส์ข้ามโลก1

จารชนโอปป้า รั่วส์ข้ามโลก

จารชนโอปป้า รั่วส์ข้ามโลก ภารกิจลับระดับโลกที่มาพร้อมความหล่อและความฮาแบบ “รั่ว” ไม่เกรงใจใคร!ถ้าคุณกำลังมองหาหนังที่รวมเอา “ความหล่อ” ของโอปป้าระดับแถวหน้า มาบวกกับ “ความฮา” จนท้องแข็ง และตบท้ายด้วย “ความมันส์” ของฉากแอ็กชันสไตล์เกาหลี บอกเลยว่า คือคำตอบที่ถูกต้องที่สุด!การกลับมาครั้งนี้ยิ่งใหญ่กว่าภาคแรกหลายเท่า เพราะไม่ได้มีแค่สายลับเกาหลีเหนือและใต้ แต่ยังมีหนุ่มหล่อจาก FBI มาแจม จนกลายเป็นภารกิจ “สามสายลับ” ที่วุ่นวายที่สุดในโลก

ข้อมูลภาพยนตร์

  • ผู้กำกับ: อีซอกฮุน (Lee Seok-hoon) จาก The Pirates
  • สตูดิโอ: CJ ENM
  • นำแสดงโดย: ฮยอนบิน (Hyun Bin), ยูแฮจิน (Yoo Hae-jin), อิมยุนอา (Lim Yoon-ah) และ แดเนียล เฮนนีย์ (Daniel Henney)

เรื่องย่อ: เมื่อสามขั้วอำนาจต้องมา “รั่ว” ร่วมกัน

เรื่องราวสานต่อจากภาคแรก เมื่อ อิมชอลรยอง (ฮยอนบิน) สายลับฝีมือฉกาจจากเกาหลีเหนือ ถูกส่งตัวกลับมาที่เกาหลีใต้อีกครั้ง เพื่อตามล่าหัวหน้าแก๊งอาชญากรเกาหลีเหนือที่หลบหนีมากบดานพร้อมเงินมหาศาล เขาต้องกลับมาร่วมมือกับคู่หูคนเดิมอย่าง คังจินแท (ยูแฮจิน) ตำรวจสายสืบเกาหลีใต้จอมกะล่อนที่พยายามกู้หน้าคืนหลังจากทำงานพลาด

แต่ความวุ่นวายไม่ได้มีแค่นั้น! เพราะยังมี แจ็ค (แดเนียล เฮนนีย์) เจ้าหน้าที่ FBI สุดล่ำจากสหรัฐฯ ที่เข้ามาร่วมวงล่าตัวร้ายคนเดียวกัน กลายเป็นศึกสามด้านที่นอกจากจะต้องสู้กับอาชญากรแล้ว ทั้งสามหนุ่มยังต้องชิงดีชิงเด่นกันเอง ทั้งในเรื่องศักดิ์ศรีของชาติ และความหล่อที่กระแทกตาใครหลายคน!

จารชนโอปป้า รั่วส์ข้ามโลก1

3 เหตุผลที่ทำให้หนังเรื่อง จารชนโอปป้า รั่วส์ข้ามโลก “ต้องดู

  1. การรวมตัวของ “เทพบุตร” และ “อัจฉริยะตลก”

การเห็น ฮยอนบิน ในลุคสายลับมาดเข้มปะทะกับ แดเนียล เฮนนีย์ คือกำไรของคนดูอย่างแท้จริงครับ แต่อาวุธลับที่ขาดไม่ได้คือ ยูแฮจิน ที่ทำหน้าที่เป็นตัวตบมุกชั้นเลิศ ทำให้หนังมีความกลมกล่อม ไม่เครียดจนเกินไป แต่ก็ไม่ตลกจนเสียเรื่อง

  1. แอ็กชันจัดเต็ม สไตล์เกาหลีคุณภาพ

แม้จะเน้นฮา แต่ฉากแอ็กชันไม่ได้ทำเล่นๆ ครับ หนังลงทุนกับฉากไล่ล่ากลางเมืองโซล การต่อสู้ด้วยปืน และศิลปะการป้องกันตัวที่ทำออกมาได้ดุดันและสมจริง โดยเฉพาะเทคนิคการต่อสู้ของฮยอนบินที่ยังคงความเท่แบบ “จารชนตัวท็อป” ไว้ได้อย่างสมบูรณ์

  1. ความน่ารักของ “ยุนอา” (SNSD)

ในภาคนี้ตัวละคร มินยอง (ยุนอา) มีบทบาทมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เธอคือสีสันที่ทำให้หนังสดใสขึ้น 1,000% กับบทบาทหญิงสาวที่มโนเก่งยืนหนึ่ง เมื่อต้องเลือกระหว่าง “โอปป้าชอลรยอง” หรือ “พี่แจ็ค FBI” ความรั่วของเธอคือไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้เลย

หัวข้อย่อยเจาะลึก: อ่านเพลินๆ ก่อนไปดูจริง

  • สามทหารเสือ: เคมีที่ “เข้ากันไม่ได้” แต่ “ลงตัวที่สุด”

เสน่ห์ของเรื่องนี้คือความแตกต่างครับ เกาหลีเหนือที่ตึงเปรี๊ยะ เกาหลีใต้ที่เน้นเอาตัวรอด และอเมริกาที่เน้นอลังการ หนังจิกกัดความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้อย่างเจ็บแสบแต่ขำขัน การเถียงกันเรื่อง “เครื่องดักฟัง” หรือ “เทคโนโลยีการสืบสวน” เป็นสิ่งที่คนดูจะได้รับความบันเทิงไปพร้อมกับการลุ้นภารกิจ

  • บทพิสูจน์ “หล่อกินไม่ได้” แต่อาจช่วยให้รอด!

หลายฉากในหนังจงใจล้อเลียนความหล่อของตัวละครหลัก เช่น ฉากที่อาชญากรแทบจะลืมหนีเพราะตะลึงในความหล่อ หรือการที่ยุนอาเลือกช่วยคนจากหน้าตามากกว่าฝีมือ เป็นการตลกเสียดสีที่ทำออกมาได้น่ารักและไม่ขัดตา

  • มากกว่าแค่เสียงหัวเราะ คือความสัมพันธ์ของครอบครัว

ท่ามกลางกระสุนและระเบิด หนังแฝงเรื่องราวความผูกพันของครอบครัวคังจินแทที่รับชอลรยองเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง ความอบอุ่นในบ้านไม้หลังเล็กๆ ท่ามกลางตึกสูงของโซล ช่วยย้ำเตือนว่าไม่ว่าเราจะมาจากชาติไหน สุดท้ายความมีน้ำใจและการดูแลกันคือสิ่งที่สำคัญที่สุด

บทสรุป: หนังภาคต่อที่ “ก้าวข้าม” คำว่าภาคต่อ

(Confidential Assignment 2: International) คือตัวอย่างของหนังภาคต่อที่ทำออกมาได้ดีกว่าภาคแรก ทั้งในแง่ของสเกลเรื่องและจังหวะคอมเมดี้ มันคือหนังที่ดูได้ทั้งครอบครัว เพื่อนฝูง หรือจะดูคนเดียวเพื่อคลายเครียดก็เหมาะมาก

หากคุณชอบหนังแนว Rush Hour หรือ Bad Boys ที่มีกลิ่นอาย K-Culture แบบเข้มข้น นี่คือหนังที่คุณไม่ควรมองข้ามด้วยประการทั้งปวงครับ!

สรุปคะแนน: 9/10 (หัก 1 คะแนนฐานที่ทำให้ขำจนเหนื่อย!)

 

Scroll to Top