ฟลีแบ็ก

ฟลีแบ็ก

ฟลีแบ็ก ซีรีส์ตลกร้ายที่ทำให้เราหัวเราะทั้งน้ำตา กับความพังพินาศที่โคตรจะจริง!ถ้าคุณกำลังมองหาซีรีส์ที่ “จริงใจ” ที่สุดในยุคนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความสัมพันธ์ที่ล้มเหลว, ความเหงาที่เกาะกินใจ หรือความตลกหน้าตายที่ซ่อนความเจ็บปวดไว้ข้างหลัง ไม่มีเรื่องไหนจะทำได้ถึงกึ๋นเท่ากับอีกแล้ว ผลงานจากเกาะอังกฤษเรื่องนี้ไม่ได้แค่กวาดรางวัล Emmy และ Golden Globes เป็นว่าเล่น แต่มันยังเข้าไปนั่งในใจคนดูทั่วโลกด้วยการเล่าเรื่องที่แสบสันและไม่เหมือนใคร

ข้อมูลเบื้องต้น

  • ผู้สร้าง/เขียนบท: Phoebe Waller-Bridge
  • สตูดิโอ: Two Brothers Pictures (ฉายทาง BBC และ Prime Video)
  • จำนวนตอน: 2 ซีซัน (จบสมบูรณ์)

เรื่องย่อ: ชีวิตพังๆ ของผู้หญิงธรรมดาที่ชื่อ “ฟลีแบ็ก”

เรื่องราวเล่าผ่านมุมมองของหญิงสาวนิรนามในลอนดอน (ที่เราเรียกเธอตามชื่อเรื่องว่า Fleabag) เธอใช้ชีวิตแบบคาบลูกคาบดอก ทั้งการบริหารคาเฟ่ธีมหนูตะเภาที่เกือบจะเจ๊ง, ความสัมพันธ์กับครอบครัวที่เข้าขั้น “ประสาทแดก” โดยเฉพาะแม่เลี้ยงใจร้าย (ที่รับบทโดย Olivia Colman ได้น่าตบสุดๆ) และความพยายามที่จะใช้เซ็กซ์เพื่อกลบเกลื่อนความว่างเปล่าในใจ

แต่สิ่งที่ทำให้ชีวิตของเธอดำดิ่งกว่าเดิมคือการจากไปของ “บู” เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวที่เธอเคยมี Fleabag พยายามใช้มุกตลกและความกะล่อนเพื่อเอาตัวรอดไปวันๆ จนกระทั่งในซีซัน 2 เมื่อเธอได้พบกับ “บาทหลวงสุดฮอต” (The Hot Priest) ที่ดูเหมือนจะเป็นคนเดียวที่มองทะลุเกราะกำบังของเธอได้ เรื่องราวความรักที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้จึงเริ่มต้นขึ้น พร้อมกับบทเรียนชีวิตที่ทำให้เราต้องจุกจนพูดไม่ออก

ฟลีแบ็ก

ทำไม Fleabag ถึง “น่าติดตาม” จนหยุดดูไม่ได้?

  1. การ “ทำลายกำแพงที่สี่” (Breaking the Fourth Wall) ที่ฉลาดที่สุด

เสน่ห์อันดับหนึ่งของเรื่องคือการที่ Fleabag มักจะหันมาสบตากับกล้อง หรือพูดกับคนดู (ซึ่งก็คือเรา) อยู่ตลอดเวลา เพื่อจิกกัดสถานการณ์ตรงหน้า หรือเผยความในใจที่เธอไม่กล้าบอกตัวละครอื่น การทำแบบนี้ทำให้เรารู้สึกเหมือนเป็น “เพื่อนสนิท” ที่ร่วมความลับไปกับเธอ และมันทำให้ทุกมุกตลกทำหน้าที่ได้ทรงพลังกว่าเดิมหลายเท่า

  1. ความตลกที่ร้ายกาจ… แต่โคตรจริง

Phoebe Waller-Bridge เขียนบทได้คมกริบ เธอหยิบเอาความอับอาย ความผิดพลาด และความเห็นแก่ตัวของมนุษย์มาขยี้ให้กลายเป็นเสียงหัวเราะ มันคือตลกร้ายที่ไม่ได้สร้างมาเพื่อความสะใจ แต่สร้างมาเพื่อให้เราเห็นว่า “เฮ้อ ชีวิตมันก็ห่วยแบบนี้แหละ และนั่นก็ไม่เป็นไรนะ”

  1. ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนและกินใจ

นอกจากเรื่องความรักแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่าง Fleabag กับพี่สาว (Claire) คือหัวใจสำคัญของเรื่อง จากพี่น้องที่ดูเหมือนจะเกลียดกันและต่างกันสุดขั้ว แต่สุดท้ายความผูกพันของสายเลือดในวันที่โลกถล่มทลายกลับถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างซึ้งและจริงใจที่สุด

ฟลีแบ็ก

เจาะลึกความเจ๋งของ Fleabag

  • Phoebe Waller-Bridge ผู้หญิงที่เก่งจนน่ากราบ: เธอไม่ได้แค่แสดงนำ แต่เธอคือคนเขียนบทที่เปลี่ยนบทละครเวที Solo Show ให้กลายเป็นซีรีส์ระดับโลก เธอมีวิธีเล่าเรื่องความหงี่ ความเหงา และความเศร้าให้ดูเท่และน่าติดตามได้อย่างประหลาด
  • The Hot Priest ฟีเวอร์: ในซีซัน 2 ตัวละครบาทหลวงที่รับบทโดย Andrew Scott กลายเป็นกระแสไปทั่วโลก ไม่ใช่แค่เพราะความหล่อ แต่เพราะ “เคมี” ที่รุนแรงระหว่างเขากับ Fleabag และบทสนทนาเรื่องความเชื่อและความรักที่ลึกซึ้งจนอยากกลับไปดูซ้ำ
  • ตอนจบที่สมบูรณ์แบบ: Fleabag เป็นซีรีส์ที่ไม่ยื้อเยื้อ มีเพียง 12 ตอน (ซีซันละ 6 ตอน) และจบลงในจุดที่สวยงามที่สุด จนแฟนๆ หลายคนบอกว่า “เสียดายที่จบ แต่ดีใจที่จบแบบนี้” เพราะมันเป็นการเติบโตของตัวละครที่สมบูรณ์อย่างแท้จริง

บทสรุป: ซีรีส์สำหรับคน “แหลกสลาย” ที่อยากกลับมาหัวเราะได้อีกครั้ง

Fleabag คือจดหมายรักถึงทุกคนที่เคยทำผิดพลาด ทุกคนที่เคยรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ และทุกคนที่กำลังหลบซ่อนความเจ็บปวดไว้ใต้หน้ากากของเสียงหัวเราะ นี่ไม่ใช่ซีรีส์ที่สอนให้เราเป็นคนดีขึ้น แต่เป็นซีรีส์ที่บอกเราว่า “เราทุกคนล้วนมีรอยร้าว และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เราเป็นมนุษย์”

สรุปคะแนน: 10/10 (Must Watch!)

ถ้าคุณยังไม่เคยดู เตรียมตัวเตรียมใจไว้เลยครับ เพราะคุณจะตกหลุมรักผู้หญิงที่ชื่อ Fleabag จนถอนตัวไม่ขึ้นแน่นอน!

 

Scroll to Top