(ไซโคพาธ ยีนฆาตกรรมอำมหิต) เมื่อ “ยีนฆาตกร” ตัดสินชะตาชีวิต… เราจะยังเลือกเป็นคนดีได้ไหม?ถ้าคุณคิดว่ารู้จักซีรีส์แนวสืบสวนดีพอแล้ว เราขอท้าให้คุณมาลองดู Mouse ซีรีส์เกาหลีระดับ Masterpiece ที่จะมาปั่นประสาทและท้าทายศีลธรรมในใจคุณอย่างหนักหน่วง นี่ไม่ใช่แค่หนังจับคนร้ายธรรมดา แต่มันคือการตั้งคำถามถึงระดับพันธุกรรมว่า “ฆาตกร… สร้างได้หรือเป็นมาตั้งแต่เกิด?”
ข้อมูลซีรีส์
- ชื่อเรื่อง: Mouse (เมาส์)
- ผู้เขียนบท: Choi Ran (เจ้าของผลงาน Black, God’s Gift – 14 Days)
- สถานี/สตูดิโอ: tvN / HIGROUND, Studio Invictus
- นำแสดงโดย: อีซึงกิ (Lee Seung-gi), อีฮีจุน (Lee Hee-jun), พัคจูฮยอน (Park Ju-hyun), คยองซูจิน (Kyung Soo-jin)
ปริศนา “ยีนไซโคพาธ” และการไล่ล่าที่ไม่มีคำว่าจบสิ้น
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในโลกสมมติที่วิทยาศาสตร์สามารถตรวจหา “ยีนไซโคพาธ” ได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา โดยสถิติระบุว่าเด็กที่มีลางร้ายนี้ 99% จะเติบโตไปเป็นฆาตกรอำมหิต แต่อีก 1% ที่เหลือคือ “อัจฉริยะ” โจทย์ยากจึงตกอยู่ที่แม่ว่าจะเลือกเก็บลูกไว้หรือทำลายทิ้ง?
หลายสิบปีต่อมา เกิดคดีฆาตกรรมต่อเนื่องสุดสยองที่ทำให้ทั้งเมืองหวาดกลัว จองบารึม (อีซึงกิ) ตำรวจหนุ่มพนักงานสอบสวนหน้าใหม่ผู้แสนซื่อสัตย์ จิตใจดี และสุภาพอ่อนโยนจนใครๆ ก็รัก ต้องโคจรมาพบกับ โกมูจิ (อีฮีจุน) สายสืบบ้าบิ่นที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อล้างแค้นฆาตกรที่ฆ่าครอบครัวเขาในอดีต
ทั้งคู่ต้องร่วมมือกันไล่ล่าฆาตกรโรคจิตที่ฉลาดเป็นกรด แต่ยิ่งเข้าใกล้ความจริงมากเท่าไหร่ พวกเขากลับพบความลับที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า และมันกำลังเปลี่ยนชีวิตของจองบารึมไปตลอดกาล!

ความน่าสนใจที่ทำให้ ยีนฆาตกรรมอำมหิต ขยับเป็นพีค”
- การแสดงระดับรางวัลของ “อีซึงกิ”
เราอาจจะชินกับภาพอีซึงกิในบทพระเอกแสนดี แต่ในเรื่องนี้เขาโชว์ทักษะการแสดงแบบ “ก้าวกระโดด” การถ่ายทอดอารมณ์ที่ซับซ้อน ความสับสนในตัวตน และแววตาที่เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ ทำให้คนดูต้องอ้าปากค้าง นี่คือบทบาทที่ดีที่สุดในชีวิตการแสดงของเขาเลยก็ว่าได้
- บทประพันธ์ที่ “สับขาหลอก” จนคนดูเป็นหมา
คนเขียนบท Choi Ran ขึ้นชื่อเรื่องการวางพล็อตที่ซับซ้อนอยู่แล้ว แต่ใน Mouse เธอไปไกลกว่านั้น ทุกอีพีจะมีปมใหม่ๆ มาให้เราเดา และพอเราคิดว่า “คนนี้แหละฆาตกร!” หนังก็จะตบหน้าเราด้วยความจริงอีกชุดหนึ่ง เป็นซีรีส์ที่ดูแล้ว “แกง” คนดูเก่งที่สุดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์ซีรีส์เกาหลี
- งานโปรดักชันระดับภาพยนตร์
ไม่ว่าจะเป็นมุมกล้อง โทนสี หรือฉากฆาตกรรม (ที่มีความรุนแรงระดับ 19+) ทำออกมาได้สมจริงและน่าขนลุก ดนตรีประกอบช่วยบิวท์อารมณ์กดดันได้ดีมาก ทำให้เราอินไปกับความสิ้นหวังของเหยื่อและความบ้าคลั่งของฆาตกรได้ไม่ยาก
ประเด็นชวนคิดที่ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้ “ตราตรึง”
- “ธรรมชาติ” หรือ “การเลี้ยงดู” (Nature vs Nurture)
ซีรีส์เล่นกับประเด็นที่ว่า หากเด็กคนหนึ่งเกิดมาพร้อมยีนฆาตกร แต่ถ้าเขาเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ดี ได้รับความรักที่มากพอ เขาจะยังกลายเป็นปิศาจอยู่ไหม? หรือสุดท้ายแล้วสัญชาตญาณดิบในเลือดจะเอาชนะทุกอย่าง? นี่คือแกนกลางที่ทำให้คนดูต้องคอยลุ้นและเอาใจช่วยตัวละครอย่างหนัก
- เหยื่อที่ยังมีลมหายใจ กับความยุติธรรมที่มาช้า
Mouse ไม่ได้โฟกัสแค่การจับคนร้าย แต่ยังพาเราไปสำรวจชีวิตของ “เหยื่อ” ที่ต้องมีชีวิตอยู่กับบาดแผลทางใจ ความเจ็บปวดของผู้รอดชีวิตถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างกินใจ ทำให้เราเห็นว่าฆาตกรรมหนึ่งครั้งไม่ได้ทำลายแค่คนเดียว แต่มันทำลายทั้งครอบครัวและสังคม
- ทฤษฎีการผ่าตัดเปลี่ยนสมองสุดล้ำ
หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญ (Major Plot Twist) คือเรื่องของการแพทย์ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง การตั้งคำถามว่าถ้าเราสามารถ “เปลี่ยน” นิสัยคนได้ด้วยการผ่าตัด มันคือสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่? และตัวตนที่เหลืออยู่จะยังใช่คนเดิมหรือเปล่า?
บทสรุป: ซีรีส์ที่คนรักแนวสืบสวน “ห้ามตายถ้ายังไม่ได้ดู”
Mouse เป็นซีรีส์ที่ให้มากกว่าความตื่นเต้น มันคือการเดินทางเข้าไปในจิตใจอันมืดมิดของมนุษย์ การเล่าเรื่องที่ชาญฉลาดประกอบกับการแสดงที่เข้าขั้นไร้ที่ติ ทำให้มันเป็นซีรีส์ที่ยาว 20 ตอนแต่ไม่มีตอนไหนที่น่าเบื่อเลย
คำเตือน: เตรียมพาราเซตามอลไว้ใกล้ตัว เพราะสมองคุณจะทำงานหนักมากในการร้อยเรียงเบาะแส และเตรียมทิชชู่ไว้สำหรับความดราม่าที่บีบหัวใจในช่วงท้าย!
สรุปคะแนน: 10/10 (หักคะแนนไม่ได้จริงๆ สำหรับความสมบูรณ์แบบของบทและการแสดง)





